posttoday
ตลาดข้าวไทย ในฟิลิปปินส์

ตลาดข้าวไทย ในฟิลิปปินส์

07 กันยายน 2559

ฟิลิปปินส์เป็นหนึ่งในประเทศอาเซียนที่ต้องนำเข้าข้าวเพื่อการบริโภคในประเทศ เนื่องจากผลผลิตในประเทศมีไม่เพียงพอ ส่งผลให้บางปีฟิลิปปินส์ต้องประกาศนำเข้าข้าวในปริมาณที่สูงถึง 1.5 ล้านตัน โดยองค์การอาหารแห่งชาติ (National Food Administration-NFA) เป็นผู้ดำเนินการในการนำเข้า ทั้งการเปิดประมูลซื้อเป็นการทั่วไป การเปิดประมูลซื้อเจาะจงจากบางประเทศ และการทำข้อตกลงซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี)

ฟิลิปปินส์เป็นหนึ่งในประเทศอาเซียนที่ต้องนำเข้าข้าวเพื่อการบริโภคในประเทศ เนื่องจากผลผลิตในประเทศมีไม่เพียงพอ ส่งผลให้บางปีฟิลิปปินส์ต้องประกาศนำเข้าข้าวในปริมาณที่สูงถึง 1.5 ล้านตัน โดยองค์การอาหารแห่งชาติ (National Food Administration-NFA) เป็นผู้ดำเนินการในการนำเข้า ทั้งการเปิดประมูลซื้อเป็นการทั่วไป การเปิดประมูลซื้อเจาะจงจากบางประเทศ และการทำข้อตกลงซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี)

ล่าสุด เมื่อวันที่ 31 ส.ค.ที่ผ่านมา NFA ประกาศรายชื่อผู้ชนะประมูลขายข้าวขาว 25% ปริมาณ 2.5 แสนตัน เพื่อสำรองข้าวไว้เพื่อรองรับผลกระทบจากปรากฏการณ์ลานินญา และตามแผน NFA ระบุว่า จะมีการนำเข้าข้าวมาสำรองไว้ 1 ล้านตัน โดยไทยเป็นผู้ชนะประมูลขายข้าวขาว 25% ปริมาณ 1 แสนตัน และเวียดนามผู้ชนะการประมูล 1.5 แสนตัน

ทั้งนี้ สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงมะนิลา ได้ทำการสำรวจตลาดข้าวในฟิลิปปินส์เมื่อช่วงต้นเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา พบว่าคนฟิลิปปินส์ส่วนใหญ่บริโภคข้าวเป็นอาหารหลัก และการบริโภคข้าวในฟิลิปปินส์มีแนวโน้มเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องจากประชากรที่มีเพิ่มมากขึ้น โดยปัจจุบันอัตราการบริโภคข้าวต่อคนต่อปีอยู่ที่ 116.48 กิโลกรัม และจะเห็นว่าร้านอาหารทั่วไปของฟิลิปปินส์มักจะบริการอาหารพร้อมข้าวเสมอ อีกทั้งมีรายการส่งเสริมการขาย “Rice Topping” เติมข้าวได้ไม่อั้น

ผลสำรวจพบว่าตลาดขายข้าวของฟิลิปปินส์มีอยู่ทั่วประเทศ ทั้งในรูปแบบการค้าปลีกสมัยใหม่และตลาดแบบดั้งเดิม (ตลาดสด) โดยรูปแบบการค้าปลีกแบบสมัยใหม่จะมีการจำหน่ายข้าว 2 ลักษณะ คือ การตัดจำหน่ายเป็นกรัม/กิโลกรัม มีการจำหน่ายข้าวหลากหลายชนิด อาทิ ข้าวอินทรีย์ และหนึ่งในนั้นคือข้าวหอมมะลิของไทย โดยสังเกตจากป้ายบอกชื่อสินค้าใช้คำว่า Thai Jasmine Milagrosa ซึ่งคำว่า Milagrosa หมายถึง Miracle ขณะที่การจำหน่ายข้าวสารบรรจุถุง ก็พบว่ามีข้าวหลากหลายชนิดให้เลือกซื้อเช่นเดียวกัน ทั้งข้าวท้องถิ่นและข้าวนำเข้าจากประเทศต่างๆ

สำหรับข้าวไทยที่มีจำหน่ายในตลาดฟิลิปปินส์แบ่งเป็น 2 ลักษณะ ได้แก่ ข้าวหอมมะลิไทยที่บรรจุถุงจากไทยโดยตรง (บาร์โค้ด 885) ใช้คำว่า Thai HOM Mali Rice ควบคู่กับ Jasmine Milagrosa บนบรรจุภัณฑ์ โดยมีตราเครื่องหมายรับรองข้าวหอมมะลิจากกรมการค้าต่างประเทศถูกต้อง พร้อมชื่อผู้ผลิตเป็นบริษัทที่มีชื่อเสียงในไทย ส่วนข้าวไทยที่นำไปบรรจุถุงในฟิลิปปินส์ (บาร์โค้ด 480) จะใช้คำว่า Thai Jasmine Rice บนบรรจุภัณฑ์

ส่วนตลาดการค้าแบบดั้งเดิม ส่วนใหญ่จะเป็นข้าวแบบตักจำหน่าย มีข้าวหลากหลายประเภท อาทิ Laon, Songsong Malagkit, Dinorado, Thai Jasmine, Jasponica, Black Sticky rice, ข้าวอินทรีย์ เป็นต้น มีข้าวบรรจุถุงจำหน่ายแบบประปราย ในตลาดนี้ยังพบร้านค้าที่ได้รับการรับรองจากองค์การอาหารแห่งชาติฟิลิปปินส์ (เอ็นเอฟเอ) ให้จำหน่ายข้าวของเอ็นเอฟเอด้วย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นข้าวที่นำเข้ามาจากเวียดนาม กัมพูชา และไทย แต่ไม่มีการระบุในร้านค้าว่าเป็นข้าวมาจากแหล่งใด โดยข้าวที่นำเข้าจากเอ็นเอฟเอมีราคาจำหน่ายถูกกว่าข้าวชนิดอื่นในตลาด

นอกจากนี้ จากการสำรวจตลาดข้าวและสอบถามผู้ค้า พบว่าราคาจำหน่ายข้าวมีความหลากหลายตั้งแต่กิโลกรัม (กก.) ละ 27-110 เปโซ โดยปัจจัยสำคัญที่ผู้บริโภคส่วนใหญ่จะพิจารณาซื้อข้าว ได้แก่ ราคา ซึ่งราคาที่ผู้ซื้อส่วนใหญ่รับได้อยู่ที่ กก.ละ 30-40 เปโซ ข้าวที่มีราคาสูงจำหน่ายให้กับผู้บริโภคชนชั้นกลางหรือสูงเท่านั้น สรุปได้ว่าในตลาดสดหรือร้านค้าเล็กๆ นั้น ข้าวที่ไม่มีบรรจุภัณฑ์จะสามารถหาได้ทั่วไป และข้าวในรูปแบบนี้จะเจาะตลาดกลุ่มที่มีฐานะปานกลาง-ยากจนเป็นหลัก ในขณะที่ข้าวที่มีบรรจุภัณฑ์จะมีกลุ่มเป้าหมายเป็นกลุ่มรายได้ปานกลาง-สูง เป็นกลุ่มที่มีการขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากชาวฟิลิปปินส์เริ่มมีรายได้สูงขึ้น รวมถึงต้องการความสะดวกสบายในการซื้อข้าวเพื่อบริโภค

จากผลสำรวจครั้งนี้ สำนักงานเสนอว่าแม้ผู้บริโภคชาวฟิลิปปินส์มีแนวโน้มใส่ใจต่อสุขภาพและใส่ใจต่ออาหารการกินมากขึ้น สังเกตได้จากการจำหน่ายข้าวทั้งในตลาดแบบดั้งเดิมและห้างค้าปลีกที่เริ่มมีจำหน่ายข้าวกล้อง ข้าวอินทรีย์ และข้าวสีเพิ่มมากขึ้น และข้าวหอมมะลิไทยในสายตาชาวฟิลิปปินส์เป็นข้าวพิเศษ แต่ก็มีผู้ค้าบางรายปลอมแปลงเครื่องหมายรับรองข้าวหอมมะลิไทยปลอมปนข้าวหอมมะลิไทยกับข้าวชนิดอื่น เพื่อให้สามารถจำหน่ายได้ในราคาสูงขึ้น จนทำให้ผู้บริโภคสับสน

ดังนั้น แนวทางที่ต้องแก้ไขในเรื่องการปลอมเครื่องหมายรับรองข้าวหอมมะลิไทย คือการประชาสัมพันธ์ให้ผู้บริโภคชาวฟิลิปปินส์ได้รู้จักวิธีการเลือกซื้อข้าวหอมมะลิไทยที่ถูกต้อง แนะนำคุณค่าทางโภชนาการของข้าวหอมมะลิไทย รวมทั้งแนะนำข้าวที่มีคุณสมบัติพิเศษอื่นๆ ที่มีคุณค่าทางโภชนาการให้ผู้บริโภคฟิลิปปินส์ได้รู้จักมากขึ้น เช่น การจัดกิจกรรมร่วมกับซูเปอร์มาร์เก็ต (In-Store Promotion) และงานแสดงสินค้า เป็นต้น

ข่าวล่าสุด

ปภ. รายงานน้ำท่วมใน 20 จังหวัด- กทม.  เร่งช่วยเหลือฟื้นฟูพื้นที่

ปภ. รายงานน้ำท่วมใน 20 จังหวัด- กทม. เร่งช่วยเหลือฟื้นฟูพื้นที่