
แม่ทัพ BCPG ยึดหลัก3C นำพางานสำเร็จตามเป้าหมาย
โดย...ประลองยุทธ ผงงอย/ภาพ เสกสรร โรจนเมธากุล
โดย...ประลองยุทธ ผงงอย/ภาพ เสกสรร โรจนเมธากุล
บริษัท บีซีพีจี (BCPG) เป็นบริษัทลูกของ บริษัท บางจากปิโตรเลียม (BCP) กำลังจะแยกตัวเองออกมาเข้าเป็นหุ้นน้องใหม่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) โดยมี “บัณฑิต สะเพียรชัย” เป็นแม่ทัพใหญ่นั่งเก้าอี้กรรมการผู้จัดการใหญ่
บัณฑิต วัย 52 ปี เล่าย้อนถึงประวัติการศึกษาว่า จบปริญญาตรี วิศวกรรมศาสตร์บัณฑิตจากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง จบปริญญาโท วิศวกรรม ศาสตร์มหาบัณฑิต จากสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT)
ชีวิตการทำงานเริ่มต้นครั้งแรกในปี 2531 ที่บริษัท ปิโตรเลียมเคมีแห่งชาติ ซึ่งเป็นโรงงานปิโตรเคมีแห่งแรกของประเทศไทย ทำงานอยู่ราว 7 ปี เป็นวิศวกรโครงการ มีหน้าที่เป็นนักวิเคราะห์ดูแผนของโครงการจนกระทั่งโครงการสร้างเสร็จ จากนั้นก็ขยับขึ้นมาในตำแหน่งผู้จัดการส่วนการพาณิชย์ มีหน้าที่ดูแลกิจกรรมเชิงพาณิชย์ของบริษัททั้งหมด อาทิ การดูแลลูกค้า บริหารสัญญา
บริษัท ปิโตรเลียมเคมีแห่งชาติ ถือเป็นบริษัทในเครือของกลุ่ม ปตท. การทำงานมีโอกาสได้หมุนเวียนโยกย้ายการทำงานในกลุ่มจึงย้ายการทำงานในปี 2537 ในตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัท ปตท.ปิโตรเคมีคอล เป็นบริษัทย่อยของบริษัท ปิโตรเลียมเคมีแห่งชาติ เปิดแยกขึ้นมาใหม่เพื่อขยายธุรกิจบุกออกไปในต่างประเทศ จากนั้นปี 2540 ได้ย้ายที่ทำงานอีกครั้งไปที่บริษัทร่วมทุนระหว่างไทยกับฝรั่งเศส คือ บริษัท แอร์ ลิควิด (ประเทศไทย) ในตำแหน่งฝ่ายแผนและพัฒนาธุรกิจ เป็นธุรกิจที่ซื้อก๊าซธรรมชาติเพื่อไปผลิตเม็ดพลาสติกเป็นโรงงานแรกของไทยและถือว่ามีขนาดที่ใหญ่ที่สุดของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในตอนนั้น
งานทั้งหมดที่ผ่านมา หลักๆ เป็นงานด้านเทคนิคที่ทำมายาวนานถึง 16 ปี ช่วงนั้นผู้ใหญ่ในปตท. คือ “พิชัย ชุณหวชิร” และยังเป็นเจ้านายคนปัจจุบันให้โอกาสเข้าไปทำงานผ่าตัด บริษัท ปุ๋ยแห่งชาติ ที่ล้มละลายและเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการ หรือชื่อใหม่คือ ปุ๋ยเอ็นเอฟซี นั่งเก้าอี้รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ด้านการเงินและกลยุทธ์ มีหน้าที่เขียนแผนธุรกิจหาพันธมิตรใหม่ และบริหารงานอยู่ในช่วงระยะเวลาสั้นๆ
“การเขียนแผนธุรกิจให้กับบริษัทที่เข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการจะเป็นศาสตร์อีกแขนง ต้องเข้าไปเจรจาเสนอแผนธุรกิจใหม่เป็นเชิงแผนพัฒนาธุรกิจกับเจ้าหนี้ เพื่อขอลดหนี้ลง ให้เจ้าหนี้เชื่อว่าแผนธุรกิจใหม่นี้จะไปต่อได้ ไม่เหมือนการบริหารธุรกิจรายวันปกติ สุดท้ายดีลนี้ทำสำเร็จช่วยลดตัดหนี้ทิ้งไปได้กว่า 2 หมื่นล้านบาท ถือเป็นดีลที่ใหญ่มากตอนนั้น มีพันธมิตรมาร่วมถือหุ้น เจ้าหนี้บางส่วนยอมแปลงหนี้เป็นทุน จนทุกวันนี้กลายธุรกิจฮับโลจิสติกส์ขนาดใหญ่ของมาบตาพุด”
ทั้งนี้ งานเขียนแผนฟื้นฟูให้กับบริษัท ปุ๋ยแห่งชาติ ถือเป็นโอกาสที่ได้เข้าไปทำงานเกี่ยวข้องกับคนจำนวนมากหลายฝ่าย จากนั้นเมื่อเสร็จงานที่บริษัท ปุ๋ยแห่งชาติ ในปี 2551 จึงเข้ามาทำงานที่ BCP ซึ่งเป็นโอกาสอีกครั้งที่ “พิชัย ชุณหวชิร” คนเดิมเป็นผู้ชักชวนเข้ามาในตำแหน่ง เก้าอี้ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานด้านพัฒนาธุรกิจองค์กร เป็นช่วงที่บางจากฯ เพิ่งฟื้นเริ่มยืนได้หลังวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 ธุรกิจตอนนั้นมีแค่โรงกลั่นกับสถานีบริการน้ำมัน ในช่วงนั้น “พิชัย ชุณหวชิร” มีวิสัยทัศน์การทำธุรกิจใน 10 ปีข้างหน้า ว่าต้องการมีธุรกิจใหม่ที่สร้างกระแสเงินสดได้ประจำสม่ำเสมอ เพราะธุรกิจโรงกลั่นมีความผันผวนขึ้นลงตามราคาน้ำมัน จึงเป็นที่มาของการเริ่มเข้าไปจับธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ หรือโซลาร์ฟาร์ม ซึ่งตำแหน่งที่รับผิดชอบนั้นมีหน้าที่ดูแลธุรกิจใหม่นี้โดยเฉพาะ จนกระทั่งวันนี้กลายเป็นหน่วยธุรกิจหนึ่งที่สร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับ BCP และมีความพร้อมที่จะแยก BCPG ออกมาเติบโตต่อไปด้วยตัวเอง
บัณฑิต อธิบายว่า ประโยชน์ที่ได้จากการเรียนด้านวิศวะมานั้นสามารถช่วยในการบริหารงานได้ เพราะจะถูกฝึกการคิดแบบมีตรรกะทำให้เรียนรู้อะไรได้เร็ว สิ่งที่ได้เรียนรู้ตั้งแต่วันแรกของการทำงานจนถึงปัจจุบันขึ้นเป็นเบอร์ 1 ของ BCPG คือ การคิดมองให้ทะลุปัญหา สามารถเห็นวิธีการแก้ไข รู้วิธีขั้นตอนเพื่อถึงเป้าหมายจบปัญหา ยกตัวอย่างทำงานวันแรกถูกเจ้านายสอนและจำได้ถึงปัจจุบัน คือ การให้ไปอ่านสัญญาค้าขายภาษาอังกฤษ 1 ฉบับ และกลับมาให้อธิบายตามที่เข้าใจ ด้วยพื้นฐานที่เรียนวิศวะจึงเขียนอธิบายเป็นตัวเลขสมการออกมา แต่สิ่งที่เจ้านายสอนกลับมา คือ Between the lines ความเข้าใจของความหมายที่ซ่อนหรือต้องตีความอยู่ระหว่างบรรทัดซึ่งเป็นสาระสำคัญสัญญาฉบับนี้คืออะไร เป็นการสอนให้คิดในเชิงวิเคราะห์เชิงลึกที่จดจำถึงปัจจุบัน ฝึกจนมีความเป็นนักวิเคราะห์สามารถคิดทางเลือก Scenario ได้หลายแบบ เพื่อไปให้ถึงเป้าหมาย แต่สิ่งที่ชี้่ขาดคือ “ความกล้า” เลือกที่จะทำในทางเลือกเพื่อเดินถึงเป้าหมาย
ปรัชญาการทำงาน หลักยึดในหลัก 3C เพื่อให้งานสำเร็จตามเป้าหมาย คือ 1.Can Do สามารถประเมินและวิเคราะห์ได้ขาดว่าสิ่งที่จะทำสามารถทำสำเร็จไหม ทำในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ 2.Commitment คือการใช้ความรู้ความสามารถทุกด้านที่มีทุ่มเทการทำงานให้สำเร็จ 3.Communication เพราะการทำงานต้องทำเป็นทีม การสื่อสารกับทีมหรือฝ่ายที่เกี่ยวข้องจึงมีความสำคัญ ซึ่งทั้งหมดนี้ถึงจะบรรลุเป้าหมายที่ต้องการ!!!







