
ธนชาตแนะถือหุ้น60%
ธนชาตแนะจัดพอร์ตตามความต้องการผลตอบแทน-ความเสี่ยง คาดเฟดยังไม่รีบขึ้นดอกเบี้ยเดือน ก.ย.
ธนชาตแนะจัดพอร์ตตามความต้องการผลตอบแทน-ความเสี่ยง คาดเฟดยังไม่รีบขึ้นดอกเบี้ยเดือน ก.ย.
นายพิชัย เลิศสุพงศ์กิจ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ธนชาต แนะนำการจัดสรรพอร์ตลงทุนในเดือน ก.ย. เป็นหุ้นในประเทศ 60% หุ้นต่างประเทศ 5% กองทุนโครงสร้างพื้นฐาน/อสังหาริมทรัพย์ 15% กองทุนการเงินระยะสั้น 10% ทองคำ 5% และน้ำมัน 5% ต่อเนื่องจากเดือนก่อนหน้า โดยคาดว่าการขยายตัวเศรษฐกิจในไตรมาส 2 ปีนี้ที่ 3.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ยืนยันมุมมองบวกต่อการฟื้นตัวเศรษฐกิจไทยในปี 2559-2560 ส่วนเศรษฐกิจโลกเป็นการฟื้นตัวช้าๆ นำโดยเศรษฐกิจสหรัฐเป็นหลัก
ทั้งนี้ คาดว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะยังไม่ขึ้นดอกเบี้ยในรอบการประชุมเดือน ก.ย.นี้ และดอกเบี้ยในประเทศจะยังอยู่ในระดับต่ำยาวนาน ซึ่งทำให้การลงทุนในกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน/อสังหาริมทรัพย์ อย่างกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานระบบขนส่งมวลชนทางรางบีทีเอสโกรท (BTSGIF) กองทุนรวมสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์ CPN รีเทล โกรท (CPNRF) กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม ดิจิทัล (DIF) และกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ต จัสมิน (JASIF) ที่ให้ผลตอบแทนจากเงินปันผลสูง 6-8% ต่อปี ยังน่าสนใจต่อไป
ขณะที่ให้น้ำหนักลงทุนตลาดหุ้นไทยในสัดส่วนสูง 60% ของพอร์ต เนื่องจากยังคงมุมมองบวกต่อการปรับตัว ขึ้นของดัชนีช่วงครึ่งหลังของปีนี้ ด้วยเป้าหมาย 1,600 จุดแม้ระยะสั้นตลาดมีความเสี่ยงจากการพักฐานมากขึ้น แต่ถือว่าเป็นโอกาสดีในการเข้าลงทุนในกลุ่มหุ้นที่มีโมเดลธุรกิจที่ดี ดังนี้
กลุ่มแรก พอร์ตลงทุนที่ต้องการผลตอบแทนสูงกว่าเงินฝากและเงินเฟ้อ แต่รับความเสี่ยงได้ต่ำ จะเน้นหุ้นปันผลสูงและมีธุรกิจที่มั่นคง อย่าง BTSGIF, CPNRF DIF ธนาคารกรุงไทย (KTB) บริษัท
ทิสโก้ ไฟแนนเชียล กรุ๊ป (TISCO)
กลุ่มที่สอง พอร์ตลงทุนที่รับความเสี่ยงได้มากขึ้น แต่ก็ไม่อยากเสี่ยงมากนัก ไม่เน้นรายได้จากเงินปันผล แต่จะเน้น หุ้นที่มีการเติบโตกำไรสูง หรือหุ้นที่มีราคาถูกเป็นหลัก อย่างบริษัท ท่าอากาศยานไทย (AOT) ธนาคารกรุงเทพ (BBL) บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ (BDMS), BTSGIF, CPNRF, DIF บริษัทผลิตไฟฟ้า (EGCO) KTB บริษัท ห้างสรรพสินค้าโรบินสัน (ROBINS) บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย (SCC)
กลุ่มที่สาม พอร์ตลงทุนสำหรับนักลงทุนที่คุ้นเคยกับตลาดหุ้นไทย หวังผลตอบแทนที่สูงกว่าดัชนีโดยเลือกหุ้นพื้นฐานดี การเติบโตสูง และมีเรื่องราวที่น่าสนใจ อย่าง AOT บริษัท บิวตี้ คอมมูนิตี้ (BEAUTY) บริษัท เบอร์ลี่ยุคเกอร์ (BJC) บริษัท โรงพยาบาลจุฬารัตน์ (CHG) บริษัท ช.การช่าง (CK) บริษัท โฮมโปรดักส์เซ็นเตอร์ (HMPRO) บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ คอมมิวนิเคชั่น (ILINK) บริษัท ไออาร์พีซี (IRPC) บริษัท เคซีอี อีเลคโทรนิคส์ (KCE) และ ROBINS
ทีมงานฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.เคทีบี (ประเทศไทย) คาดว่าดัชนีเดือน ก.ย.จะขึ้นไม่มาก และหาหุ้นดีราคาถูกได้ยากขึ้น จะเห็นการขายทำกำไรหุ้นที่ราคาปรับขึ้นมามากแล้ว คาดว่าดัชนีระยะกลางน่าจะแตะ 1,600 จุดได้ จึงแนะนำให้ลดพอร์ตการลงทุนในหุ้นที่ราคาขึ้นมามากแล้ว เลือกหุ้นที่มีเรื่องราวหรือมีความปลอดภัยสูง (ไม่เหวี่ยงตามตลาด) และติดตามแนวโน้มดอกเบี้ยสหรัฐ เพราะจะมีผลต่อตลาดและตัวแปรโดยเฉพาะเงินทุนไหลเข้า
สำหรับหุ้นที่เคทีบีแนะนำเดือน ก.ย. คือ บริษัท ดิ เอราวัณ กรุ๊ป (ERW) ที่ผ่านช่วงมรสุมไตรมาส 2 มาแล้วคาดผลงานจะสดใส บริษัท ฟอร์ท คอร์ปอเรชั่น (FORTH) เติบโตตามแผน รับงาน CCTV และลุ้นโครงการอินเทอร์เน็ตหมู่บ้าน บริษัท เจ มาร์ท (JMART) ที่ไม่ได้มีดีแค่ขายโทรศัพท์มือถือ และบริษัท มัลติแบกซ์ (MBAX) ที่คาดกำไรครึ่งปีหลังจะฟื้นตัวโดดเด่นจากการจ่ายเงินปันผลที่สูง
ด้าน การจัดงานไทยแลนด์โฟกัส ในปี 2559 คึกคัก โดยมีนักลงทุนสถาบันไทยและต่างประเทศเข้าร่วมงานสูงเป็นประวัติการณ์ประมาณ 200 คน และในวันแรก (31 ส.ค.) ของการประชุม ดัชนีหุ้นสามารถปิดบวก 2.31 จุด ที่ระดับ 1,548.44 จุด แม้ว่าหุ้นบริษัท ปตท. (PTT) ลดลง 5 บาท ปิดที่ 349 บาท เพราะขึ้นขึ้นเครื่องหมาย XD ผู้ซื้อหุ้นไม่มีสิทธิรับเงินปันผลระหว่างกาลหุ้นละ 6 บาทก็ตาม เพราะนักลงทนทุนต่างชาติ ซื้อสุทธิ 1,648 ล้านบาท รวมทั้งเดือน ส.ค. จำนวน 34,373 ล้านบาท และรวม 7 เดือนปีนี้มียอดซื้อสุทธิถึง 115,253 ล้านบาท







