
ตลท.ทุ่ม80ล้านลงขันอีทีเอฟ
โพสต์ทูเดย์
— ตลาดหลักทรัพย์ตุนเงิน 80 ล้านบาท ลงขันร่วมลงทุนอีทีเอฟกองทุนใหม่ “จรัมพร” เผยปีนี้ออก 4 กองทุน บลจ.ยูโอบี ไม่รอออก “สมาร์ท โกลด์” ลงทุนอีทีเอฟทองคำต่างประเทศนายจรัมพร โชติกเสถียร กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า ตลาดหลักทรัพย์เตรียมเงินไว้ 80 ล้านบาท เพื่อร่วมลงทุนกับอีทีเอฟ 4 กองแรกที่จะเสนอขายในปีนี้ กองทุนละ 20 ล้านบาท เพื่อจูงใจให้มีการออกและเสนอขายอีทีเอฟภายในปีนี้ โดยไม่จำกัดว่าจะต้องเป็นอีทีเอฟในประเทศหรือต่างประเทศ เนื่องจากตลาดหลักทรัพย์ต้องการสนับสนุนให้มีอีทีเอฟหลากหลายและมีสินค้าที่นักลงทุนพอใจ เพื่อขยายขนาดตลาดให้ทัดเทียมกับตลาดอื่นๆ
ทั้งนี้ นายจรัมพร กล่าวว่า ตลาดหลักทรัพย์จะนำเงินจำนวน 80 ล้านบาท มาจากเงินลงทุนของตลาดหลักทรัพย์ในส่วนที่นำไปลงทุนในตราสารหนี้ ซึ่งมีการครบกำหนดไถ่ถอน
นายจรัมพร ยังกล่าวถึงการลงทุนในส่วนของเงินกองทุนของตลาดหลักทรัพย์ในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ว่าได้ผลตอบแทนเกินเป้าหมายที่ตั้งไว้ เพราะมีสัดส่วนการลงทุนหุ้นในประเทศไทย 45% ขณะที่ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ปรับเพิ่มขึ้น 17% แต่ผลตอบแทนรวมทั้งพอร์ตอาจจะได้ต่ำกว่า 10% เพราะเงินส่วนที่เหลือลงทุนในตราสารหนี้ 45% กองทุนต่างประเทศ 5% และกองทุนอสังหาริมทรัพย์ 5%
ส่วนแนวโน้มผลตอบแทนการลงทุนในปีนี้นั้นยังไม่สามารถตอบได้ เพราะ เป็นการทุนระยะยาวขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ปัจจุบันตลาดหลักทรัพย์ไม่มีการปรับสัดส่วนการลงทุนแต่อย่างใด โดยการไปลงทุนต่างประเทศไม่มีการพิจารณา
นายวนา พูลผล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ยูโอบี (ไทย) กล่าวว่า ระหว่างวันที่ 2027 ส.ค. จะเปิดขายกองทุนเปิด ยูโอบี สมาร์ท โกลด์ ลงทุนในกองทุน SPDR Gold Trust ซึ่งเป็นกองทุนอีทีเอฟทองคำที่ใหญ่ที่สุดของโลก โดยกองทุนจะลงทุนในตลาดนิวยอร์กและไม่มีการป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน
กองทุนสมาร์ท โกลด์ ที่มีหน่วยลงทุน 2 ชนิดในกองทุนเดียวกัน คือ ชนิดไม่จ่ายเงินปันผลและชนิดจ่ายเงินปันผล โดยจ่ายไม่เกินปีละ 4 ครั้ง ครั้งละไม่ต่ำกว่า 50% ของกำไรที่เกิดขึ้นจริง
“
ราคาทองคำยังคงอยู่ในทิศทางขาขึ้นแต่คงทยอยปรับขึ้น นักวิเคราะห์ประเมินว่า ราคาทองคำมีโอกาสปรับเพิ่มขึ้นไปถึง 1,4001,500 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ ในปีหน้า เพราะฉะนั้นถ้าราคาอ่อนตัวลงจะเป็นจังหวะซื้อสะสม” นายวนา กล่าวนอกจากนี้ นายวนา ยังกล่าวอีกว่า แม้ในช่วงครึ่งแรกของปีสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (เอยูเอ็ม) จะไม่มีการเติบโต โดยเอยูเอ็มในปัจจุบันอยู่ที่ 5.23 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นระดับเดียวกับเมื่อสิ้นปี 2552 แต่ยังมั่นใจว่าตลอดทั้งปีจะสามารถเติบโตได้ตามเป้าหมาย โดยเพิ่มเอยูเอ็มเป็น 8 หมื่นล้านบาท หรือคิดเป็นอัตราการเติบโต 54% จากสิ้นปีก่อน
“
กองทุนส่วนบุคคลน่าจะเติบโตได้ถึง 100% จาก 4,000 ล้านบาท เป็น 1 หมื่นล้านบาท” นายวนา กล่าว






