
ลูกหนี้โอดโอทีหดขอยืดชำระ
ครึ่งปีแรกเศรษฐกิจซึม บริษัทลดโอทีกันถ้วนหน้า ทำให้ลูกหนี้รายได้ลดวิ่งขอลดวงเงินผ่อนชำระอุตลุด
ครึ่งปีแรกเศรษฐกิจซึม บริษัทลดโอทีกันถ้วนหน้า ทำให้ลูกหนี้รายได้ลดวิ่งขอลดวงเงินผ่อนชำระอุตลุด
นายประชา ชัยสุวรรณ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ประกอบการธุรกิจทวงหนี้ เปิดเผยถึงสถานการณ์การติดตามทวงหนี้ ว่า ขณะนี้มีลูกหนี้ที่อยู่ระหว่างการผ่อนชำระหนี้ได้ขอผ่อนปรนการชำระหนี้ เนื่องจากได้รับความเดือดร้อนจากการที่บริษัทลดเวลาการทำงาน ทำให้ได้รับเงินค่าล่วงเวลา (โอที) ลดลง ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่จะต้องขอลดจำนวนเงินที่จะต้องผ่อนชำระในแต่ละงวดลดลงจากเดิม รวมถึงขอขยายระยะเวลาการชำระหนี้ออกไป
นายประชา กล่าวว่า ส่วนใหญ่บริษัทติดตามหนี้จะพิจารณาให้ลูกหนี้ผ่อนปรนการชำระหนี้เป็นรายๆ ไป และเชื่อว่าหากสถานการณ์การเงินดีขึ้น ลูกหนี้จะมีการชำระหนี้ตามเดิม ดีกว่าการที่ลูกหนี้ไม่ติดต่อมาหรือไม่มาชำระหนี้เลย
สำหรับสถานการณ์การติดตามทวงหนี้ในช่วงครึ่งปีแรก มีอัตราการเติบโต 10-15% มีลักษณะทรงๆ ตัวตามปกติ เนื่องจากธนาคารพาณิชย์เข้มงวดการให้สินเชื่อมากขึ้น จึงทำให้มีลูกค้ารายใหม่เพิ่มในปริมาณที่น้อยกว่าจำนวนลูกหนี้ที่มีปัญหาการผ่อนชำระ ดังนั้น แม้ว่าตัวเลขหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) จะเพิ่มขึ้น แต่จำนวนลูกหนี้รายใหม่ที่มีปัญหาไม่ได้เพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ตาม คาดว่าครึ่งปีหลังสถานการณ์เศรษฐกิจจะดีขึ้นตามที่หลายหน่วยงานคาดการณ์อัตราการเติบโตเศรษฐกิจไว้ และทำให้บริษัทต่างๆ มีกำไรมากขึ้น อาจจะจ่ายโบนัสหรือมีงานล่วงเวลามากขึ้น ทำให้ลูกหนี้มีรายได้มากขึ้น ส่งผลดีต่อธุรกิจการติดตามหนี้ ทำให้มีอัตราการติดตามหนี้ได้มากขึ้นเช่นกัน โดยคาดว่าในครึ่งปีหลังจะมีอัตราเติบโต 15-20%
นายประชา กล่าวว่า ปัจจุบันธุรกิจการติดตามหนี้ไม่มีการแข่งขันตัดราคาค่าบริการติดตามหนี้เหมือนในอดีต เนื่องจากการติดตามหนี้เป็นระดับมาตรฐานเดียวกัน จะกดราคาหรือตัดราคาก็แทบจะไม่มีกำไร รวมทั้งจะต้องสร้างภาพลักษณ์และมาตรฐานการติดตามทวงหนี้ที่เป็นมืออาชีพ เพราะจะสร้างความไว้วางใจกับลูกค้าด้วย
ทั้งนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้รายงานสินเชื่อเพื่ออุปโภคบริโภคในไตรมาส 2 ปี 2559 มีอัตราการเติบโตลดลงมาอยู่ที่ 6% เนื่องจากภาคครัวเรือนขาดความมั่นใจในการใช้จ่าย ประกอบกับธนาคารพาณิชย์ระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อส่วนบุคคล โดยเฉพาะสินเชื่อที่ไม่มีหลักประกัน
สำหรับเอ็นพีแอลของสินเชื่ออุปโภคบริโภคไตรมาส 2 ปีนี้ อยู่ที่ 2.6% ของสินเชื่อรวม เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้าที่อยู่ที่ 2.58% หากดูเฉพาะเอ็นพีแอลบัตรเครดิตยังอยู่ในระดับสูงที่ 4.25% แต่ชะลอลงจากไตรมาสแรกที่อยู่ 4.66% เนื่องจากมีการเจรจาปรับโครงสร้างหนี้ และมีประสิทธิภาพการดูแลคุณภาพลูกหนี้ดีขึ้น ส่วนเอ็นพีแอลสินเชื่อรถยนต์ก็ชะลอลงมาอยู่ที่ 1.94% เอ็นพีแอลสินเชื่อส่วนบุคคลเพิ่มขึ้นเล็กน้อยมาอยู่ที่ 2.75% และเอ็นพีแอลสินเชื่อที่อยู่อาศัยขยายตัวมาอยู่ที่ 2.55% จากระดับ 2.06%







