
โอกาสอี-เพย์เมนต์บูม คนรุ่นใหม่แห่ใช้งานเพิ่ม
โดย...ณัฏฐ์ธยาน์ สุทธิเจริญ
โดย...ณัฏฐ์ธยาน์ สุทธิเจริญ
การเข้าถึงบริการทางการเงินของคนรุ่นใหม่ที่ชื่นชอบดิจิทัล ทำให้มูลค่าตลาดอี-คอมเมิร์ซขยายตัวอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าการผลักดันระบบอี-เพย์เมนต์อย่างเต็มรูปแบบ ยังต้องรอภาครัฐและเอกชนเร่งศึกษาความเสี่ยงและประโยชน์จากการใช้งาน รวมทั้งความปลอดภัยก่อนนำมาใช้ในปลายปีนี้
วิไลพร ทวีลาภพันทอง หุ้นส่วนสายงานที่ปรึกษา บริษัท ไพร้ซวอเตอร์เฮาส์คูเปอร์ส หรือ PwC เปิดเผยถึงผลสำรวจเกี่ยวกับตลาดเกิดใหม่ในอีก 10 ปีข้างหน้า ว่าคนรุ่นใหม่จะเป็นปัจจัยสำคัญในการเปลี่ยนรูปแบบการชำระเงินของโลก เพราะมีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและใช้ช่องทางดิจิทัลในการทำธุรกรรมต่างๆ มากขึ้น จากจำนวนประชากรที่อายุต่ำกว่า 30 ปี คนกลุ่มนี้ใช้การทำธุรกรรมออนไลน์มากถึง 75% ส่งผลให้ระบบชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์เติบโตอย่างรวดเร็ว และมีผู้เล่นหน้าใหม่เข้ามาทำธุรกิจในตลาดนี้เพิ่มขึ้น
ปัจจัยสำคัญอย่างผลกระทบจากเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทำให้การเพิ่มขึ้นของบริการเพื่อรองรับธุรกิจอี-คอมเมิร์ซและการเข้ามากำกับดูแลที่มากขึ้นของภาครัฐ ด้วยการออกกฎระเบียบข้อบังคับเพื่อควบคุมความเสี่ยงในการใช้งานจำเป็นต้องไม่ละเมิดความก้าวหน้าของเทคโนโลยี เพื่อให้นวัตกรรมและการเปลี่ยนแปลงของตลาดเดินหน้าได้อย่างรวดเร็ว
“จำนวนประชากรโลกกว่า 2,000 ล้านคน ที่ยังไม่มีบัญชีธนาคาร สะท้อนให้เห็นถึงโอกาสในการดึงคนเหล่านี้เข้าสู่ระบบการเงินที่เหมาะสม”
แม้จำนวนสาขาจะไม่สามารถเข้าถึงพื้นที่ห่างไกลและตั้งสาขาได้ครบทุกจุด แต่บริการธนาคารอิเล็กทรอนิกส์ (อี-แบงก์กิ้ง) และการใช้จ่ายผ่านมือถือ (โมบายมันนี่) จะช่วยลดปัญหาเรื่องจำนวนสาขาและเข้าถึงคนกลุ่มต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว เพราะตอบโจทย์การใช้งานทุกรูปแบบ แม้ไม่มีบัญชีธนาคารรวมไปถึงกลุ่มที่มีบัญชีแต่ยังนิยมใช้เงินสดหรือเช็คเงินสดก็เข้าถึงได้เช่นกัน
จากข้อมูลของสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) ที่ได้คาดการณ์ว่ามูลค่าตลาดพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ในสิ้นปี 2558 จะอยู่ที่ 2.1 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.65% จากปีก่อน ขณะที่ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย ระบุว่า ไตรมาสแรกของปี 2559 มูลค่าระบบการชำระเงินผ่านแบบอิเล็กทรอนิกส์อยู่ที่ 10 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 8.5 ล้านบาท จะยิ่งส่งผลให้ไทยเข้าสู่สังคมไร้เงินสด (Cashless Society) ตามความตั้งใจของรัฐบาลได้ในที่สุด
“แผนยุทธศาสตร์ระบบการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์ (National e-Payment) รวมทั้งการดำเนินนโยบายเปลี่ยนโครงสร้างภาคการเกษตร อุตสาหกรรม และบริการแบบดั้งเดิมไปสู่ระบบเศรษฐกิจดิจิทัล จะหนุนให้อุตสาหกรรมอี-คอมเมิร์ซเติบโต ปริมาณและมูลค่าการชำระเงินออนไลน์จะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญและการชำระเงินผ่านผู้ให้บริการจะลดลงตามลำดับ”
ทั้งนี้ ระบบอี-เพย์เมนต์จะช่วยส่งเสริมให้ประชาชนเข้าถึงระบบสินเชื่อ เงินฝาก และเครื่องมือทางการเงินอื่นๆ อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ โดยทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องกำกับดูแลความปลอดภัยและระวังกลลวงของเครือข่ายการชำระเงินใหม่ที่อาจเกิดขึ้นตามมาด้วยเช่นกัน
ผู้ประกอบการธุรกิจค้าปลีกที่มีโครงสร้างพื้นฐานการชำระเงินที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นรับชำระเงินผ่านกระเป๋าเงินอัจฉริยะ บัตรเอทีเอ็ม หรือบัตรสะสมคะแนน หากได้รับความนิยมมากขึ้นมีโอกาสที่จะเข้ามาแทนที่การชำระค่าสินค้าและบริการด้วยเงินสดได้ไม่ยาก เพราะลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นและสร้างรายได้ใหม่อย่างมหาศาลด้วย







