
เงินตปท.ระยะยาวจ่อเข้าไทย
สภาธุรกิจตลาดทุนไทยได้จัดเสวนา Thai Fight 2 ที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 11 ส.ค. 2559 คู่ชกเรื่อง “ตลาดหุ้นเกิดใหม่กับตลาดหุ้น พัฒนาแล้ว” โดย ไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ทิสโก้ กล่าวว่า การลงทุนในตลาดประเทศเกิดใหม่ย่อมดีกว่าประเทศที่พัฒนาแล้ว ปัจจุบันเป็นหนังคนละม้วนจาก 1-3 ปีที่ผ่านมาที่เคยลดน้ำหนักการลงทุนไว้ และมี 5 ปัจจัยหลักที่สนับสนุนคือ หนึ่งตลาดหุ้น 10 อันดับแรกที่มีการปรับขึ้นสูงสุดตั้งแต่ต้นปีมีถึง 8 แห่ง ที่เป็นตลาดหุ้นจากประเทศเกิดใหม่ แสดงให้เห็นว่าตลาดหุ้นเกิดใหม่ได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว
สภาธุรกิจตลาดทุนไทยได้จัดเสวนา Thai Fight 2 ที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 11 ส.ค. 2559 คู่ชกเรื่อง “ตลาดหุ้นเกิดใหม่กับตลาดหุ้น พัฒนาแล้ว” โดย ไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ทิสโก้ กล่าวว่า การลงทุนในตลาดประเทศเกิดใหม่ย่อมดีกว่าประเทศที่พัฒนาแล้ว ปัจจุบันเป็นหนังคนละม้วนจาก 1-3 ปีที่ผ่านมาที่เคยลดน้ำหนักการลงทุนไว้ และมี 5 ปัจจัยหลักที่สนับสนุนคือ หนึ่งตลาดหุ้น 10 อันดับแรกที่มีการปรับขึ้นสูงสุดตั้งแต่ต้นปีมีถึง 8 แห่ง ที่เป็นตลาดหุ้นจากประเทศเกิดใหม่ แสดงให้เห็นว่าตลาดหุ้นเกิดใหม่ได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว
สองคือยังมีโอกาสที่สามารถทำกำไรได้อีกมาก เพราะเศรษฐกิจเริ่มจะมีการฟื้นตัวชัดเจนจากจีดีพีที่ดีขึ้น สามคือแต่ละประเทศที่เกิดใหม่อยู่ในช่วงกำลังมีการปฏิรูปในหลายด้าน รวมถึงตั้งหลักและปรับตัวให้เศรษฐกิจดีขึ้น ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณระยะยาวว่าเศรษฐกิจกลุ่มนี้จะฟื้นตัวได้ระยะยาว
สี่คือเม็ดเงินต่างชาติมีโอกาสที่จะไหลเข้าตลาดเกิดใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะหลังเกิดเบร็กซิต เพราะกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วยังมีความเสี่ยงอื่น เช่น สหรัฐจะมีการขึ้นดอกเบี้ย เศรษฐกิจยุโรปยังไม่ฟื้นตัว และห้าคือเศรษฐกิจจีนที่ตอนนี้อยู่ระหว่างการปรับฐานที่จะเติบโตจากการบริโภคภายในประเทศก่อน ซึ่งถ้าจีนสามารถตั้งหลักแล้ว ตั้งแต่ปี 2560 ในฐานะที่เป็นอันดับหนึ่งของประเทศเกิดใหม่จีนจะกลายเป็นตัวหลัก ทำให้ทุกประเทศเกิดใหม่อีก 23 แห่ง ซึ่งรวมถึงไทยไปได้อีกไกล รวมถึงปีหน้าคาดว่าจีนจะได้จัดอยู่ในดัชนี MSCI ซึ่งจะทำให้ต่างชาติซื้อหุ้นจีนได้มากขึ้น และสกุลเงินหยวนจะเข้าไปในในกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF)
ฝ่ายตลาดหุ้นประเทศที่พัฒนาแล้ว วรวรรณ ธาราภูมิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) บัวหลวง กล่าวว่า ตลาดหุ้นประเทศที่พัฒนาแล้วน่าจะดีไม่น้อย เพราะในหลายประเทศมีการพัฒนาที่ดีไปแล้วหลายด้านทั้งเศรษฐกิจที่มีการเติบโตและแข็งแกร่งมาแล้ว โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยี การวิจัยและการพัฒนา อีกทั้งยังมีแบรนด์ชั้นนำที่เป็นที่รู้จักและแข็งแกร่งไปแล้ว
ทั้งนี้ ความโดดเด่นของกลุ่มประเทศนี้มีอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่งอยู่ 3 ด้าน คือ กลุ่มธุรกิจสุขภาพและความงามที่ประชากรของกลุ่มประเทศนี้เป็นผู้สูงอายุจำนวนมาก และโอกาสที่มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดของธุรกิจนี้มีโอกาสเติบโตอีกมาก ธุรกิจการบริโภคและอุปโภคเพราะมีจุดแข็งคือแบรนด์สินค้าที่แข็งและเป็นที่ยอมรับน่าจะตอบโจทย์ความต้องการตามจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นในอนาคต และกลุ่มเทคโนโลยีที่มีหลายบริษัทชั้นนำประสบความสำเร็จให้เห็นในปัจจุบัน เช่น อเมซอน กูเกิล แอปเปิ้ล แต่ทั้งหมดนี้อะไรไม่สำคัญที่สุดเท่ากับการต้องกระจายความเสี่ยงในการลงทุน
ด้านคู่ชก “ลงทุนให้หลากหลายกับลงทุนในสิ่งที่ใช่” ชวินดา หาญรัตนกูล กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.กรุงไทย มองว่าการกระจายการลงทุนเป็นเรื่องที่ช่วยบริหารความเสี่ยง และเป็นการบริหารจัดการลงทุนมีเสถียรภาพและใกล้เคียงกับชีวิตจริงได้มากกว่า การกระจายการลงทุนเหมือนการได้ขับรถบนถนน 6 เลน ที่สามารถแซงซ้ายหรือขวาเพื่อไปจุดเป้าหมาย เทียบกับการลงทุนแบบที่ใช่เลยเหมือนขับรถถนนเลนเดียว อีกทั้งยังช่วยลดความผันผวนของการลงทุนโดยเฉพาะปัจจุบันที่สภาพคล่องทางการเงินล้นโลก
ปริญญ์ พานิชภักดิ์ กรรมการผู้จัดการ บล.ซี แอล เอส เอ (ประเทศไทย) กล่าวว่า ที่มองว่าถ้าเจออะไรที่ใช่และรักแล้วควรใส่เข้าไปเต็มๆ เพราะจะได้ผลตอบแทนได้เต็มที่กลยุทธ์การลงทุนอย่างนี้จะเท่ากับว่าทำให้เรามีการศึกษาหาข้อมูลอย่างเต็มที่ และเชื่อว่าถ้าเราได้เชื่อและมั่นใจในอะไรแล้วจะรู้จักการบริหารความเสี่ยงไปในตัวได้เอง
ภัทธีรา ดิลกรุ่งธีระภพ นายกสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า มีโอกาสที่เม็ดเงินต่างชาติระยะยาวจะกลับเข้ามาในตลาดหุ้นไทย เม็ดเงินต่างชาติที่ไหลเข้าเป็นเพียงระยะสั้นจากเงินกองทุนอีทีเอฟของสหรัฐ เพียงแต่ต่างชาติขอรอดูตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญในไตรมาส 2 ก่อน เช่น การเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ที่มองว่าจะออกมาดีกว่าไตรมาสแรกที่ 3.2% ตัวเลขการส่งออก การลงทุนภาครัฐและเอกชนที่จะตามมา ซึ่งดีบีเอสฯ มองว่ามีโอกาสเพิ่มเป้าการเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ปีนี้ได้ จากที่มองการเติบโตกำไรสุทธิต่อหุ้นปีนี้จะเติบโต 30% แต่หากไม่รวมกลุ่มพลังงานและธนาคารพาณิชย์จะเติบโตเพียง 3-5% เท่านั้น ซึ่งก็ต้องรอดูผลประกอบการไตรมาส 2 ก่อน
“หากดูสัดส่วนราคาปิดต่อกำไรต่อหุ้น (พี/อี) ตลาดหุ้นไทยปัจจุบันถือว่าแพง แต่หากดูในอนาคตถือว่าไม่ได้แพง กลยุทธ์การลงทุนตอนนี้แม้มีโอกาสที่ยังไปได้ต่อ แต่ก็ควรระมัดระวังการลงทุน แนะลงหุ้น 50% และที่เหลือถือเงินสดไว้เพื่อรอจังหวะในการเข้าลงทุนเมื่อหุ้นชะลอตัว ไม่ว่าระยะสั้นหรือระยะยาว เพียงแต่ระยะสั้นต้องมีการจับจังหวะเข้าออกให้ดี และมองว่าดัชนีสิ้นปีนี้ยังอยู่ที่ 1,560 จุด และแนวรับที่ 1,500 จุด น่าจะเอาอยู่” ภัทธีรา กล่าว
ชวินดา กล่าวกรณีกองทุนรวมที่ลงทุนในหุ้นมีการขายทำกำไรออกมาหลังผ่านร่างรัฐธรรมนูญ ว่า กองทุนรวมที่มีนโยบายลงทุนในหุ้นยังต้องลงทุนต่อไปแต่ต้องปรับกลยุทธ์ใหม่ โดยจะต้องเลือกลงทุนเป็นหุ้นรายตัว ซึ่งมีความสำคัญหลังดัชนีหุ้นเพิ่มขึ้นมาที่ระดับปัจจุบัน ส่วนเป้าหมายดัชนีในปี 2559 ยังคงไว้ที่ 1,560 จุด แต่มีโอกาสที่ดัชนีจะขึ้นไปต่อได้อีกเล็กน้อยโดยจะมีการเคลื่อนไหวที่มีความผันผวนด้วย
อย่างไรก็ดี หากประเมินอ้างอิงกับคาดการณ์อัตราราคาปิดกำไรต่อหุ้น (ฟอร์เวิร์ดพีอี) มีโอกาสที่ดัชนีจะปรับขึ้นไปถึงระดับ 1,600 จุด ทั้งกับผลประกอบการของกำไร บจ.สิ้นปี 2559 ที่จะประกาศออกมาด้วยโดยปัจจัยที่มีผลต่อตลาดจะมีใน 3 เรื่องสำคัญ คือ ปัจจัยการเมืองมูลค่าของหุ้นและทิศทางของเศรษฐกิจประเทศ







