posttoday
SAMARTทรานสฟอร์มธุรกิจทั้งเครือ เห็นผลทะยานตั้งแต่ปี'60

SAMARTทรานสฟอร์มธุรกิจทั้งเครือ เห็นผลทะยานตั้งแต่ปี'60

08 สิงหาคม 2559

โดย...ประลองยุทธ ผงงอย

โดย...ประลองยุทธ ผงงอย

ขณะนี้เริ่มเห็นบริษัทจดทะเบียนที่ทำธุรกิจโฮลดิ้งคอมพานี ลดการพึ่งพิงกำไรจากบริษัทลูกอย่างชัดเจน บริษัทแม่หลายรายขยับออกมาทำธุรกิจหาเงินเองมากขึ้น หนึ่งในนั้นคือ บริษัท สามารถคอร์ปอเรชั่น (SAMART)

“วัฒน์ชัย วิไลลักษณ์” กรรมการผู้จัดการใหญ่ SAMART ให้สัมภาษณ์ว่า ปี 2559 จะเป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลงหรือทรานสฟอร์มปรับธุรกิจของกลุ่มสามารถใหม่ทั้งหมด เพื่อวางรากฐานการเติบโตตั้งแต่ปี 2560 เป็นต้นไป ที่ผ่านมา SAMART เป็นโฮลดิ้งที่ยังไม่เคยทำธุรกิจเอง ปล่อยให้บริษัทลูกทำธุรกิจทั้งหมด

ขณะนี้ SAMART มีแผนจะทำธุรกิจเองด้วย ซึ่งจะเริ่มเห็นธุรกิจใหม่ในเดือน ส.ค.-ก..ย.นี้ หลังจากศึกษาและวางแผนมานาน ปัจจุบันอยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูลต่างๆ ที่เป็นบิ๊กดาต้า (Big Data) ของธุรกิจในกลุ่มทั้งหมดที่ถือเป็นจุดแข็งหนึ่งของกลุ่ม แต่ยังไม่เคยถูกนำมาใช้ประโยชน์เพราะธุรกิจของกลุ่มมีความเกี่ยวข้องกับทั้งผู้บริโภค ลูกค้ากลุ่มองค์กร และหน่วยงานราชการที่มีจำนวนมาก สามารถนำมาสร้างฐานรวมศูนย์ข้อมูลที่ครบวงจรในทุกส่วนงาน

วัฒน์ชัย เห็นว่า การทำธุรกิจในอนาคตข้อมูลมีส่วนสำคัญมาก สามารถนำไปต่อยอดการทำธุรกิจออกสินค้าและบริการใหม่ๆ เช่น การทำธุรกิจบนดิจิทัลแพลตฟอร์มโดยอาศัยจุดแข็งของแต่ละบริษัท อีกทั้งยังเป็นการกระจายความเสี่ยงของแหล่งที่มาของรายได้ให้มีความหลากหลาย และมีเสถียรภาพมากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ เมื่อมีฐานข้อมูลที่ครบวงจรเห็นภาพรวมในกลุ่ม SAMART ทั้งหมดแล้ว จะช่วยกันวางแผนและคิดกลยุทธ์ธุรกิจ รวมถึงการพัฒนาต่อยอดธุรกิจใหม่ๆ ให้กับบริษัทลูกทั้งหมดที่มีโอกาสสร้างประโยชน์ร่วมกัน

“ปัจจุบันโลกเปลี่ยนแปลงเร็วมาก หากเราไม่เปลี่ยนแปลงตัวเองตามให้เร็ว ในที่สุดจะตามไม่ทันและล้มหายตายจากไปเร็วมาก การเป็นโฮลดิ้งคอมพานีต้องแสวงหาโอกาสใหม่ๆ อยู่เสมอ”วัฒน์ชัย กล่าว

หนึ่งในแผนการเติบโตคือการเข้าซื้อกิจการ ปัจจุบันกำลังเจรจาอยู่ 2-3 แห่ง มีทั้งในและต่างประเทศกลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี คาดจะได้ข้อสรุปภายในปีนี้ ข้อดีคือการได้บุคลากรมาทำงานได้ทันทีถือเป็นปัจจัยสำคัญหนึ่งที่จะทำให้ธุรกิจประสบความสำเร็จ

นอกจากนั้นยังจะมีการเปลี่ยนแปลงบริษัท สามารถ ไอ-โมบาย (SIM) เดิมอาศัยธุรกิจขายโทรศัพท์มือถือ เป็นหลัก เราจะใช้จุดแข็งของกลุ่มมาเปลี่ยนไปหาธุรกิจใหม่ๆ คาดทยอยออกมาในไตรมาส 3-4 จะใช้งบลงทุนเป็นหลักพันล้านบาท เน้นธุรกิจที่เกี่ยวข้องดิจิทัลมากขึ้น ทั้งในประเทศรวมถึงรุกไปในกลุ่มประเทศ กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม (CVMV) เพื่อสร้างรายได้ประจำสม่ำเสมอ ปัจจุบันมีทีมงานพร้อมประจำ ทั้งในเมียนมาและเวียดนาม โดยจะเห็นผลลัพธ์ของธุรกิจใหม่สร้างรายได้ได้เต็มที่ในปี 2560

“นโยบายการทำธุรกิจใหม่จากนี้ไปจะไม่มองแค่ภาพย่อยของแต่ละบริษัท เราจะเปลี่ยนไปมองภาพรวมทั้งกลุ่มมีอะไรดี เอาความเชี่ยวชาญของแต่ละบริษัทมารวมกันเพื่อให้เกิดโปรดักต์และเซอร์วิสใหม่ๆ ขึ้นมาได้ ตัวอย่าง บริษัท สามารถเทลคอม (SAMTEL) จะร่วมกับ SIM ทำกล้องวงจรปิด อนาคตจะต้องใช้เชื่อมต่อไวร์เลสใส่ซิมการ์ดรวมถึงติดตั้งซอฟต์แวร์แอพพลิเคชั่นที่มีโมชั่นเซ็นเซอร์เพื่อการใช้งาน หรือมิเตอร์ไฟฟ้าที่เชื่อมต่อไวร์เลส ตอนนี้เริ่มทำให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) หรืออนาคตจะเป็นสมาร์ทมิเตอร์ไฟฟ้า ให้บริการเครือข่ายเสมือน (MVNO) ของ SIM เดิมจะมีลูกค้าผู้บริโภคเป็นหลักในอนาคตจะมีลูกค้าองค์กรเพิ่มด้วย ขณะที่ SAMART จะช่วยวางแผนพัฒนาโปรดักต์และบริการอาศัยความสัมพันธ์ที่มีใน CLMV ช่วยลูก”

สำหรับการจัดโครงสร้างบริษัทลูก อาทิ SIM มีแผนแยกบริษัท ไอ-สปอร์ต (I-SPORT) เข้าตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ (mai) ในปี 2560 ธุรกิจเกี่ยวข้องกับกีฬายังมีโอกาสเติบโตสูง ปัจจุบันได้ลิขสิทธิ์ถ่ายทอดฟุตบอลไทยแลนด์พรีเมียร์ลีกขณะนี้มีรถยนต์ที่ใช้ถ่ายทอดสดมากที่สุดในประเทศ และมีทีมงานโปรดักชั่นมากที่สุด ประมาณ 400-500 คน โดยในไตรมาส 4 จะมีการเปิดตัวและประชาสัมพันธ์ธุรกิจของไอ-สปอร์ต

ในอนาคตมีความเป็นไปได้ที่จะนำบริษัท วันทูวัน คอนแทคส์ (OTO) มาควบรวมกิจการกับ SIM สร้างประโยชน์ร่วมทางธุรกิจ แต่คงไม่ได้เกิดขึ้นเร็วภายในปีนี้เพราะ OTO ยังเติบโตที่ดีเริ่มขยายออกไปทั้งในกัมพูชาและเมียนมา คาดในปี 2559 กำไรจะเติบโตประมาณ 20%

ส่วน SAMTEL รายได้ของครึ่งปีหลังจะดีกว่าครึ่งปีแรก ล่าสุดบริษัทย่อยรับงานติดตั้งระบบตรวจสอบและคัดกรองผู้โดยสารระหว่างประเทศ (APPS) ในท่าอากาศยาน 3 แห่งคือ กระบี่ สุราษฎร์ธานี และขอนแก่น รายได้เติบโตขึ้นตามภาคการท่องเที่ยวเพราะบริษัทได้ส่วนแบ่งรายได้จากจำนวนนักท่องเที่ยวอัตรา 11.5 บาท/คน และกำลังเจรจาเพื่อให้บริการเพิ่มอีกหลายสนามบินและเฟสใหม่ด้วย

ในเดือน ส.ค.จะเห็นการเซ็นสัญญาจำนวนมาก อาทิ ของ กฟภ.มูลค่างานประมาณ 3,000 ล้านบาท คาดช่วงที่เหลือของปีจะเข้าประมูลงานใหม่ ประมาณ 3-4 หมื่นล้านบาท ตั้งเป้าหมายจะชนะงาน ประมาณ 60-70% ถึงสิ้นปีนี้ SAMTEL จะมีมูลค่างานในมือ (Backlog) รวมมากกว่า 1 หมื่นล้านบาท

“การปรับตัวของลูกๆ ทำให้ SAMART ตั้งเป้าว่าในปี 2561 จะเพิ่มรายได้ประจำเป็น 50% จากปี 2557 มีสัดส่วนประมาณ 30% ปัจจุบันเริ่มขยับเพิ่มขึ้นจากกลุ่มธุรกิจสาธารณูปโภคและการเดินทาง (Utilities & Transportation) ของธุรกิจโรงไฟฟ้าที่จะทยอยสร้างเสร็จ พลังงานทดแทน ทั้งโรงไฟฟ้าขยะ ไบโอแมส และโซลาร์ ที่เตรียมเข้าประมูล 5-6 โครงการ ขนาดรวมประมาณ 100 เมกะวัตต์ อีกทั้งมีแผนที่จะเข้าซื้อโรงไฟฟ้าอีก 2-3 ดีล คาดจะสรุปในเดือน ส.ค.นี้ มูลค่าหลักพันล้านบาท โรงไฟฟ้าถ่านหินในกัมพูชาขนาด 2,000 เมกะวัตต์ กำลังเจรจากับ กฟผ.จะได้ข้อสรุปภายในปีนี้ โรงไฟฟ้าพลังน้ำก็จะมีความชัดเจนปีนี้”

อย่างไรก็ดี ในปี 2561 โรงไฟฟ้าต่างๆ สามารถจ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ (COD) ครบทั้งหมดแล้วจะสร้างมูลค่าสูงสุดให้กับผู้ถือหุ้น SAMART มีแผนจะนำบริษัท สามารถ ยู-ทรานส์ ทำธุรกิจกลุ่มสาธารณูปโภคและการเดินทางเข้าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET)

วัฒน์ชัย กล่าวทิ้งท้ายว่า หากแผนที่วางไว้ทั้งหมดสามารถสำเร็จได้สัก 80% SAMART จะเป็นทั้งหุ้นเติบโตและหุ้นปันผล เชื่อว่านักลงทุนสถาบันจะให้ความสนใจหุ้นมากขึ้น

ข่าวล่าสุด

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน