
ปักธงเจรจาเอฟทีเอ ล้อนโยบาย‘ไทยแลนด์4.0’
โดย...อรวรรณ จันทร์ธิวัตรกุล
โดย...อรวรรณ จันทร์ธิวัตรกุล
ในขณะที่โลกการค้าจับจ้องข้อตกลงการค้าเสรีที่มีผลกระทบต่อการค้าทั่วโลกขนานใหญ่ คือ ความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (ทีพีพี) และการเจรจาความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (อาร์เซ็ป) ระหว่างอาเซียนกับคู่เจรจา 6 ประเทศ แต่การเจรจาเปิดตลาดการค้าระหว่างไทยกับคู่เจรจายังเดินขนานกันไป แต่รูปแบบจะไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว
“การเจรจาข้อตกลงเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) จากนี้จะต้องเดินหน้าไปสู่นโยบายของประเทศที่ไทยกำลังก้าวไปสู่ยุทธศาสตร์ไทยแลนด์ 4.0 หรือซูเปอร์คลัสเตอร์ คือ เปลี่ยนจากการส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมพื้นฐาน ไปสู่การส่งออกสินค้าเทคโนโลยีและสินค้าเชิงมูลค่า เช่น ถ้าเราต้องการเป็นดิจิทัลอีโคโนมี ก็ต้องพิจารณาว่าจะเน้นสินค้าหรือบริการอะไร ที่จะนำพาประเทศไปถึงจุดนั้น”ศิรินารถ ใจมั่น อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ “โพสต์ทูเดย์” ถึงแนวทางการเจรจาเอฟทีเอของไทยในอนาคต
ศิรินารถ ระบุว่า ขณะนี้ไทยอยู่ระหว่างการเจรจาเอฟทีเอกับหลายประเทศ จากปัจจุบันที่ไทยทำข้อตกลง 12 ฉบับ 17 ประเทศภาคี และแม้ว่าการเจรจาส่วนใหญ่ยังเป็นการเจรจาเพื่อเปิดตลาดสินค้า แต่ทุกการเจรจาจะต้องตอบโจทย์ไทยแลนด์ 4.0
โดยสถานะการเจรจาเอฟทีเอไทย-ปากีสถานล่าสุด ได้เจรจากัน 5 รอบแล้ว และอยู่ระหว่างยื่นสินค้าที่จะลดภาษีระหว่างกัน เช่น สินค้าที่จะลดภาษี 0% จะสัดส่วนเท่าไหร่ สินค้าอ่อนไหวรายการใดบ้างที่จะลดภาษีเหลือ 0% ตั้งแต่ 5-7 ปี สินค้าไม่นำมาเจรจา โดยตั้งเป้าว่าเซ็นสัญญาในปี 2560
“กรอบเอฟทีเอไทย-ปากีสถาน จะเปิดตลาดเฉพาะสินค้าและกฎระเบียบเกี่ยวกับสินค้าเท่านั้น ไม่มีการเจรจาเรื่องบริการและการลงทุน แต่ก็ได้เปิดกว้างไว้ว่าในอนาคตถ้าเห็นประโยชน์ร่วมกันก็จะกลับมาเจรจาในส่วนเหล่านี้ โดยเชื่อว่าไทยจะได้ประโยชน์จากการทำเอฟทีเอกับปากีสถาน เพราะปากีสถานมีประชากรเกือบ 200 ล้านคน เป็นคนรวย 30 ล้านคน หรือครึ่งหนึ่งของประชากรไทย”
สำหรับการเจรจาเอฟทีเอไทย-ตุรกี เดิมทีเมื่อวันที่ 19-20 ก.ค.ที่ผ่านมา รมว.พาณิชย์ (อภิรดี ตันตราภรณ์) จะต้องเดินทางไปเปิดการเจรจาเอฟทีเอ แต่เนื่องจากตุรกีติดปัญหาการเมืองภายในประเทศ จึงต้องชะลอไว้ก่อน หากสถานการณ์ในตุรกีกลับเป็นปกติก็จะมีการผลักดันให้เปิดการเจรจาอีกครั้ง
นอกจากนี้ ไทยกำลังพิจารณาจะเปิดเจรจาเอฟทีเอไทย-กลุ่มยูเรเซีย (เบลารุส คาซัคสถาน คีร์กีซสถาน อาร์เมเนีย และรัสเซีย) ตามนโยบายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพียงแต่ขั้นตอนจะแตกต่างไป คือ ต้องรอให้บอร์ดใหญ่ของกลุ่มยูเรเซียอนุมัติเปิดเจรจาก่อน ส่วนฝ่ายไทยนั้น กระทรวงพาณิชย์จะเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติให้เปิดเจรจากับยูเรเซียในเร็วๆ นี้ หากทั้งสองฝ่ายเห็นชอบ การเจรจาจะเริ่มต้นในอีก 2 ปี
ศิรินารถ กล่าวว่า ส่วนการเจรจาเอฟทีเอไทย-อังกฤษ ต้องยอมรับว่ากว่าจะเริ่มต้นเจรจากันได้ จะต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า 2 ปี เช่นเดียวกับการเจรจาเอฟทีเอไทย-สหภาพยุโรป (อียู) ที่อียูจะเจรจาก็ต่อเมื่อไทยมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง
“การออกจากอียูของอังกฤษจะเกิดผล 2 ด้าน คือ สมาชิกในอียูเปลี่ยนแปลงไป และกฎระเบียบการค้าของอังกฤษที่จะต้องรีเซตใหม่ ซึ่งยังไม่รู้ว่าจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร จึงยังไม่มีอะไรแน่นอน ส่วนเอฟทีเอไทย-อียู คงต้องรอก่อน บางประเทศเอาการเมืองนำ จึงไม่เจรจากับไทย เพราะไทยไม่มีรัฐบาลจากการเลือกตั้ง แต่ในอนาคตเมื่อไทยมีการเลือกตั้ง การเจรจาก็จะเดินหน้าปกติ ซึ่งอียูเขาเป็นเสียงเดียวกัน อียูว่าอย่างไรสมาชิกก็ว่าตามนั้น แต่ถ้าถามจุดยืนเรา เราเป็นเพื่อนกับทุกประเทศ”
ขณะที่เอฟทีเอไทย-จีน หลังรองนายกรัฐมนตรี สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ กลับจากเยือนจีนก็มีนโยบายที่จะทำเอฟทีเอร่วมกัน ซึ่งกรมกำลังเตรียมการ
“ในการประชุม Sub-Committee ผู้ใหญ่จะต้องคุยกันว่าจะทำเอฟทีเอระหว่างกันจริงหรือไม่ และหากเจรจาจะเจรจาเรื่องใดบ้าง เช่น เปิดสินค้าอย่างเดียว หรือเปิดบริการและการลงทุนด้วย”
ส่วนการเจรจาเอฟทีเอไทย-อินเดีย ซึ่งการเจรจาได้ยืดเยื้อมา 12 ปี ล่าสุดกรมได้เดินทางไปเจรจากับอินเดีย ซึ่งทั้งสองฝ่ายตัดสินใจร่วมกันที่จะเร่งผลัดกันเอฟทีเอ โดยไทยได้เสนออินเดียว่า สิ่งที่อินเดียไปเสนอเปิดตลาดไว้ในอาร์เซ็ป ก็ให้หยิบยกมาคุยบนโต๊ะเอฟทีเอไทย-อินเดีย
ศิรินารถ กล่าวว่า ด้านการเจรจาในกรอบอาร์เซ็ปน่าจะได้ข้อสรุปภายในปีนี้ และจะเป็นเขตการค้าเสรีที่ครอบคลุมประชากรครึ่งโลก ส่วนการเข้าร่วมข้อตกลงทีพีพี กรมอยู่ระหว่างรวบรวมความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนเพื่อเสนอให้ฝ่ายนโยบายตัดสินใจว่าไทยจะเข้าร่วมทีพีพีด้วยหรือไม่ ซึ่งตอนนี้ยังมีเวลาอีก 1 ปีครึ่งก่อนที่กลุ่มทีพีพีจะเปิดรับสมาชิกใหม่
“เรื่องการเจรจาเอฟทีเอขึ้นอยู่กับการตกลงทั้งสองฝ่าย เอฟทีเอควรจะเป็น Win Win ไม่ใช่ Zero sum game ซึ่งการเจรจาก็เพื่อหาตลาดส่งออกใหม่ๆ ให้ประเทศไทย และต้องมีมาตรการเยียวยากลุ่มที่ได้รับผลกระทบด้วย และจากการเปิดเอฟทีเอที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่ามูลค่าการค้าระหว่างไทยกับคู่เจรจาเพิ่มขึ้นหลายร้อยเปอร์เซ็นต์” ศิรินารถ ทิ้งท้าย







