posttoday
กิจการเพื่อสังคม ความท้าทายที่มากกว่าการทำธุรกิจ

กิจการเพื่อสังคม ความท้าทายที่มากกว่าการทำธุรกิจ

27 กรกฎาคม 2559

บทความนี้เป็นตอนต่อเนื่องหลังจากที่ผมได้เกริ่นถึงคุณลักษณะของกิจการเพื่อสังคม (Social Enterprise) ในคอลัมน์ตลาดนัดการเงิน เมื่อวันพุธที่ 13 ก.ค. 2559 โดยเนื้อหาในครั้งนี้จะหยิบยกรูปแบบและความท้าทายของกิจการประเภทนี้ เพื่อให้ท่านที่สนใจได้ใช้เป็นแนวทางประกอบการเริ่มต้นต่อไป

บทความนี้เป็นตอนต่อเนื่องหลังจากที่ผมได้เกริ่นถึงคุณลักษณะของกิจการเพื่อสังคม (Social Enterprise) ในคอลัมน์ตลาดนัดการเงิน เมื่อวันพุธที่ 13 ก.ค. 2559 โดยเนื้อหาในครั้งนี้จะหยิบยกรูปแบบและความท้าทายของกิจการประเภทนี้ เพื่อให้ท่านที่สนใจได้ใช้เป็นแนวทางประกอบการเริ่มต้นต่อไป

คำว่ากิจการเพื่อสังคมนั้น ครอบคลุมองค์กรไม่แสวงหากำไร (Non-Profit Organization) ที่ต้องการดำเนินกิจกรรมเชิงพาณิชย์เพื่อสร้างรายได้ให้องค์กรแทนการพึ่งพาเงินบริจาค หรือการระดมทุนจากงานการกุศล รวมทั้งองค์กรแสวงหากำไร (For-Profit Organization) ที่มีนโยบายชัดเจนว่าจะนำเงินที่ได้มาไปใช้เพื่อแก้ปัญหาสังคมมากกว่าการจ่ายคืนให้กับผู้ถือหุ้น ดังนั้น กิจการเพื่อสังคมจึงไม่ได้มุ่งสร้างกำไรจากการขายสินค้าหรือบริการแต่เพียงอย่างเดียว  แต่พยายามเชื่อมโยงไปยังการสร้างผลกระทบด้านบวกให้เกิดขึ้นกับสังคม หรือที่เรียกว่า Social Impact ด้วย

รูปแบบของกิจการเพื่อสังคมที่ซับซ้อนน้อยที่สุด คือ การขายสินค้าหรือบริการเพื่อนำเงินไปสนับสนุนเป้าหมายทางสังคมที่องค์กรตั้งใจไว้ ตัวอย่างเช่น โครงการ ART.for.CANCER by comeonireal ในประเทศไทย ขายผลงานศิลปะเพื่อนำรายได้ไปช่วยเหลือผู้ป่วยโรคมะเร็ง ผ่านมูลนิธิเพื่อผู้ป่วยยากไร้ของโรงพยาบาลศิริราช โรงพยาบาลรามาธิบดี และสถาบันมะเร็งแห่งชาติ รวมทั้ง Headbands of Hope ในสหรัฐ ซึ่งขายผ้าโพกหัวสำหรับเด็กและสุภาพสตรี เพื่อช่วยเหลือและสร้างกำลังใจให้กับเด็กที่กำลังรักษาตัวเนื่องจากโรคมะเร็ง เป็นต้น

กิจการเพื่อสังคมอาจมีรูปแบบการเป็นตัวกลางทางการตลาด (Market Intermediary) ซึ่งมักพบในอุตสาหกรรมสินค้าเกษตร เช่น เมล็ดกาแฟ ข้าว และสินค้าประมง โดยทั่วไปกิจการรูปแบบนี้เกิดจากความต้องการเข้าไปแก้ปัญหาการกดราคาโดยพ่อค้าคนกลางในระบบธุรกิจแบบเดิม ด้วยการทำสัญญารับซื้อสินค้าโดยตรงจากเกษตรกรหรือชาวประมงในราคาที่ตัวเองมองว่าเป็นธรรมมากกว่า ขณะเดียวกันก็อาจเข้าไปควบคุมกระบวนการผลิตเพื่อให้มั่นใจว่าจะได้ผลิตผลที่มีคุณภาพสูงและนำออกไปขายในราคาที่ดีกว่าสินค้าทั่วไป

การพัฒนาฝีมือและการจ้างงาน (Employment) ก็เป็นอีกรูปแบบหนึ่งที่พบบ่อย กิจการเพื่อสังคมนี้เกิดจากความต้องการช่วยเหลือกลุ่มผู้เสียเปรียบ (Disadvantaged Group) อาทิ ผู้พิการ ผู้ที่เคยพ้นคดีจำคุก คนจรจัด ให้ได้รับสิทธิเท่าเทียมกับผู้อื่นในสังคม ตัวอย่างเช่น บริษัท ไทยยามาซากิ ร่วมกับมูลนิธิศูนย์พัฒนาและฝึกอบรมคนพิการแห่งเอเชียและแปซิฟิก เปิดร้านเบเกอรี่ชื่อ 60 Plus by Yamazaki & APCD รับผู้ที่เป็นออทิสติกและผู้พิการเข้ามาเป็นพนักงาน โดยได้ค่าตอบแทนระดับเดียวกับพนักงานทั่วไปของบริษัท เป็นต้น

กิจการเพื่อสังคมสองตัวอย่างแรกที่กล่าวไปนั้น เรียกว่าเป็นหน่วยธุรกิจขององค์กรการกุศล (Business Arm of Charities) ซึ่งจะดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคม เช่น การช่วยเหลือผู้ป่วยโรคมะเร็ง เป็นคนละเนื้องานกับกิจกรรมเชิงธุรกิจ เช่น ขายผลงานศิลปะหรือเครื่องแต่งกาย แต่เชื่อมโยงกันด้วยพันธกิจขององค์กร ส่วนกิจการประเภทการเป็นตัวกลางและการพัฒนาฝีมือแรงงานนั้น จะดำเนินกิจกรรมเชิงธุรกิจและสังคมเป็นเนื้องานเดียวกัน

ความท้าทายของการทำกิจการเพื่อสังคมอยู่ที่การต้องบรรลุเป้าหมายทางสังคมและธุรกิจควบคู่กันไป หากบรรลุเป้าหมายธุรกิจในระดับสูง แต่กลับเกิดผลกระทบทางสังคมน้อย ก็ต้องกลับไปทบทวนตัวเองว่าจะปรับรูปแบบธุรกิจให้สร้างประโยชน์กับสังคมเพิ่มขึ้นได้อย่างไร ไม่เช่นนั้นก็แทบไม่ต่างอะไรกับองค์กรแสวงหากำไรที่ใช้คำว่าทำเพื่อสังคมมาเป็นจุดขาย

ในทางกลับกันหากเน้นแต่บรรลุเป้าหมายสังคมโดยไม่ได้สนใจว่าจะส่งผลทางธุรกิจอย่างไรแล้ว จะทำให้องค์กรเสี่ยงปิดตัวลงในอนาคต ประเด็นนี้ถือว่าเป็นกับดักของผู้ประกอบการเพื่อสังคมเลยก็ว่าได้ เพราะมักเผลอเข้าข้างตัวเองว่าจะหาผู้ซื้อได้แม้คุณภาพสินค้าหรือบริการจะไม่ดีนัก หรือคิดทำของคุณภาพพอประมาณแต่เรียกราคาสูงเกินควรโดยอ้างว่าจะเร่งระดมเงินให้ได้เยอะๆ เป็นต้น หากองค์กรใดทำเช่นนี้แล้วก็ไม่ควรได้ชื่อว่าเป็นกิจการเพื่อสังคม เพราะอย่างน้อยที่สุดก็เอาเปรียบลูกค้าแบบขาดจริยธรรม

ความท้าทายอีกประการหนึ่ง คือ เรื่องการบริหารเงิน เนื่องจากกิจการเพื่อสังคมบางประเภทมีต้นทุนการดำเนินงานสูงมาก เช่น กิจการประเภทการพัฒนาฝีมือแรงงานให้กับกลุ่มผู้เสียเปรียบทางสังคม ซึ่งต้องอาศัยจำนวนชั่วโมงการอบรมและวิธีการสอนต่างจากแรงงานทั่วไป ดังนั้น การขายสินค้าจากแรงงานเหล่านี้ในราคาตลาดก็จะทำให้องค์กรอยู่รอดได้ยาก ต้นทุนของกิจการที่สูงกว่าปกตินี้เรียกว่าเป็นต้นทุนจากผลกระทบทางสังคม หรือ Impact Cost

อย่างไรก็ดี กิจการเพื่อสังคมนั้นมักมีฐานลูกค้ากว้างกว่าธุรกิจเชิงพาณิชย์ กล่าวคือคำว่าลูกค้านั้นไม่ได้จำกัดเฉพาะผู้บริโภคที่จ่ายเงินซื้อสินค้าหรือบริการ แต่ยังรวมถึงหน่วยงานภาคเอกชนและภาครัฐที่ให้การสนับสนุนด้วย ตัวอย่างเช่น กิจการร้านอาหาร ซึ่งฝึกอบรมคนจรจัดให้มีทักษะเพียงพอในการเป็นบริกรนั้น ไม่ได้สร้างรายได้ด้วยการขายอาหารเพียงอย่างเดียว แต่ยังทำหน้าที่จัดหางานให้กับร้านอาหารหรือหน่วยงานภาครัฐที่เห็นชอบกับการจ้างแรงงานเหล่านี้ไปเป็นพนักงานของตน หรือได้รายได้จากการที่กิจการเพื่อสังคมอื่นขอนำสินค้ามาวางขายในร้าน สิ่งนี้เป็นรายได้จากผลกระทบทางสังคม หรือ Impact Revenue ซึ่งผู้ดำเนินกิจการควรเปิดรับไว้

สุดท้ายนี้ ในยุคที่ความรับผิดชอบต่อสังคมกำลังกลายเป็นเทรนด์ ผมขอให้ผู้สนใจเริ่มกิจการประเภทนี้ตระหนักถึงแก่นแท้ของกิจการ ว่าเป็นการแก้ปัญหาสังคมด้วยการทำธุรกิจ ไม่ใช่การทำธุรกิจด้วยการเอาปัญหาสังคมมาเป็นจุดขาย

ข่าวล่าสุด

ทรู ผนึก โค้ก ส่งแคมเปญ “คู่อร่อยซ่าล่าคะแนน” แจกพอยท์ร้านอาหารทั่วไทย

ทรู ผนึก โค้ก ส่งแคมเปญ “คู่อร่อยซ่าล่าคะแนน” แจกพอยท์ร้านอาหารทั่วไทย