
บี้คลังรื้อภาษีท้องถิ่นฟื้นระยองเชิงนิเวศ
โพสต์ทูเดย์
— กพอ.เสนอคลังรื้อการเก็บภาษีท้องถิ่น หนุนรายได้ จ.ระยอง พร้อมดึงแรงงานนอกพื้นที่จดทะเบียนหวังจ่ายภาษีพัฒนาสิ่งแวดล้อมมาบตาพุดรายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการพัฒนาพื้นที่บริเวณชายฝั่งทะเลตะวันออก (กพอ.) ที่มีนายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจเป็นประธาน เสนอให้กระทรวงการคลังพิจารณาปรับปรุงแนวทางการจัดสรรรายได้และระบบฐานภาษีให้กับท้องถิ่นและจังหวัดให้เหมาะสมและเพียงพอ เพื่อผลักดันให้ จ.ระยอง เป็นเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศโดยเร็ว
นอกจากนี้ ต้องเร่งส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนและส่วนท้องถิ่น ให้ผู้เข้ามาทำกินใน จ.ระยอง ย้ายทะเบียนบ้านเข้าอยู่จริงในพื้นที่ พัฒนาฐานข้อมูลประชากรแฝงให้ถูกต้องและทันสมัย และเร่งรัดให้มีการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน
โดยให้สำนักงานสถิติแห่งชาติบรรจุการสำรวจข้อมูลประชากรแฝงใน จ.ระยอง เข้าในแผนการจัดเก็บข้อมูลประชากรโดยการสำรวจสำมะโนประชากรและเคหะทั่วประเทศภายในเดือน ก.ย. 2553 เพื่อแก้ปัญหาด้านเศรษฐกิจและสังคมของนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดให้รวดเร็วและตรงจุดมากขึ้น
จากการสำรวจย้อนหลัง 20 ปี สิ้นสุดปี 2552 พบว่ามีการลงทุนรวม 9.92 แสนล้านบาท ส่งผลให้ จ.ระยอง เป็นอุตสาหกรรมหลักของประเทศ มีการเติบโตด้านเศรษฐกิจระหว่างปี 25442551 เฉลี่ย 6.2% ต่อปี สูงกว่าการเติบโตเศรษฐกิจของประเทศ 4.8% มีรายได้ต่อหัวมากกว่า 1 ล้านบาทต่อปี สูงเป็นอันดับ 1 ของประเทศ ซึ่งการเพิ่มขึ้นของประชากรและประชากรแฝงใน จ.ระยอง ปี 2553 จะมีจำนวนเพิ่มขึ้นจาก 4.87 แสนคน เป็น 7.96 แสนคน ในปี 2560 เพิ่มจากปี 2552 ที่มีประชากรแฝงแค่ 4.55 แสนคน ขณะที่ประชากรตามทะเบียนราษฎรมีอยู่ 6.12 แสนคน จึงทำให้ จ.ระยอง มีประชากรอาศัยอยู่ทั้งสิ้น 1.06 ล้านคน
นอกจากนั้น ยังเห็นชอบแผนงานพัฒนาระบบเฝ้าระวังคุณภาพสิ่งแวดล้อมในพื้นที่มาบตาพุดและบริเวณใกล้เคียง จ.ระยอง มีวงเงินทั้งสิ้น 31 ล้านบาท โดยให้ขอรับงบสนับสนุนจากโครงการไทยเข้มแข็ง 2555 และให้กรมควบคุมมลพิษเสนอโครงการเพื่อขอรับการจัดสรรงบประมาณ ได้แก่ การดำเนินโครงการติดตั้งชุดตรวจวัดสารอินทรีย์ระเหยง่ายแบบต่อเนื่อง และป้ายแสดงคุณภาพสิ่งแวดล้อมจำนวน 13 ล้านบาท เทศบาลเมืองมาบตาพุดดำเนินโครงการก่อสร้างสถานีตรวจวัดคุณภาพน้ำ และติดตั้งระบบตรวจวัดคุณภาพน้ำแบบอัตโนมัติ 2 ล้านบาท และโครงการจัดตั้งศูนย์เฝ้าระวังสิ่งแวดล้อมชุมชน 16 ล้านบาท เป็นต้น
นอกจากนี้เพื่อแก้ปัญหามาบตาพุตและบริเวณใกล้เคียง ทางคณะกรรมการฯ จึงเสนอให้มีการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านเศรษฐกิจ และยกระดับคุณภาพชีวิตของจังหวัดระยอง โดยต้องจัดทำแผนรองรับระบบการจัดการศึกษา สาธารณสุข การจัดการขยะมูลฝอย และการประปา และไฟฟ้ามีเพียงพอถึงปี2560 หรืออีกประมาณ 10 ปีข้างหน้าเท่านั้น เนื่องจากการเติบโตของอุตสาหกรรมในจังหวัดระยองโดยเฉพาะนิคมอุตสหกรรมมาบตาพุด ที่ส่งผลกระทบต่อการบริหารจัดการของส่วนท้องถิ่น และมีเป้าหมายพัฒนาอุตสาหกรรมมาบตาพุด เป็นการพัฒนาอุตสาหกรรมนิเวศแบบกึ่งปิดกึ่งเปิดอย่างจริงจัง และเตรียมพร้อมสู่การพัฒนารอุตสาหกรรมนิเวศแบบปิดวงจรเป็นระบบ Industrial Symbiosis ที่เต็มรูปแบบต่อไปภายในปี 2555







