
เขย่าบอร์ดเอสเอ็มอีแบงก์
บอร์ดเอสเอ็มอีแบงก์สะเทือน ถูกร้องให้ปลดทั้งคณะ กล่าวหาตั้งกรรมการสอบปล่อยกู้โดยมิชอบ เพราะถือว่ามีส่วนได้ส่วนเสีย
บอร์ดเอสเอ็มอีแบงก์สะเทือน ถูกร้องให้ปลดทั้งคณะ กล่าวหาตั้งกรรมการสอบปล่อยกู้โดยมิชอบ เพราะถือว่ามีส่วนได้ส่วนเสีย
รายงานข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ได้มีผู้บริหารธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์) ทำหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพื่อขอให้ตรวจสอบสถานะของคณะกรรมการเอสเอ็มอีแบงก์ (บอร์ด) ว่าจะต้องพ้นจากตำแหน่งหรือไม่ เนื่องจากมีการประชุมอย่างน้อย 4 ครั้งที่บอร์ดที่เข้าประชุมมีส่วนได้ส่วนเสีย อาจถือได้ว่าเป็นการประชุมที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จนอาจจะเป็นเหตุให้บอร์ดต้องพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะได้
ทั้งนี้ การประชุมทั้ง 4 ครั้ง เกี่ยวข้องกับการตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงกรณีการปล่อยสินเชื่อให้ลูกหนี้รายหนึ่งที่ทำธุรกิจโรงสีข้าว สาเหตุที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากก่อนหน้านี้บอร์ดทั้งคณะได้อนุมัติสินเชื่อให้ลูกหนี้รายดังกล่าวกว่า 125 ล้านบาท เมื่อวันที่ 20 ส.ค. 2557 แต่ต่อมาธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีคำสั่งตามหนังสือลงวันที่ 23 เม.ย. 2558 ให้เอสเอ็มอีแบงก์สอบสวนข้อเท็จจริงการอนุมัติสินเชื่อดังกล่าว เพราะเป็นการปล่อยสินเชื่อทั้งที่ลูกหนี้ได้หยุดสีข้าวแล้วตั้งแต่เดือน ก.ย. 2556 และเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) โดย ธปท.ให้ส่งรายงานการสอบสวนให้ทราบภายใน 60 วัน
หนังสือร้องเรียนระบุว่า เมื่อบอร์ดเอสเอ็มอีแบงก์เป็นผู้อนุมัติการให้สินเชื่อแก่ลูกหนี้รายดังกล่าวกว่า 120 ล้านบาท จึงถือมีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับการอนุมัติสินเชื่อรายนี้ ถือว่ามีส่วนได้ส่วนเสียและยังร่วมพิจารณาตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงตามคำสั่ง ธปท. และนำไปออกคำสั่งตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริงเมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2558 จึงถือว่ามิชอบด้วยกฎหมาย เป็นการฝ่าฝืนมาตรา 20 ของ พ.ร.บ.เอสเอ็มอีแบงก์ เป็นเหตุให้ต้องพ้นจากตำแหน่งตามมาตรา 17
แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง ระบุว่า การร้องเรียนปลดกรรมการเอสเอ็มอีแบงก์ส่งไปถึงนายกรัฐมนตรี คาดว่านายกรัฐมนตรีต้องส่งให้นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี และนายอภิศักดิ์
ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง พิจารณาตรวจสอบข้อเท็จจริงอีกครั้ง ซึ่งการปล่อยสินเชื่อให้กับโรงสีข้าวจนเกิดเป็นหนี้เสีย และถูก ธปท.ตั้งกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง มีการดำเนินการมาก่อนหน้านี้แล้ว หากการร้องเรียนมีมูล กระทรวงการคลังก็ต้องเสนอนายกรัฐมนตรีในฐานะประธานซูเปอร์บอร์ดต่อไป
อย่างไรก็ตาม การที่บอร์ดซึ่งมีส่วนได้ส่วนเสียในฐานะเป็นผู้อนุมัติสินเชื่อเองและมาตั้งกรรมสอบข้อเท็จจริงเอง อาจจะไม่ถึงการนำไปสู่การปลดบอร์ดทั้งคณะ แต่ที่ต้องพิจารณามากกว่า คือ ผลการสอบสวนที่ออกมาจะมีความน่าเชื่อถือมากน้อยแค่ไหน และเรื่องดังกล่าวมีทางออก โดยบอร์ดเอสเอ็มอีแบงก์อาจจะส่งเรื่องมาให้กระทรวงการคลังตั้งการการสอบข้อเท็จจริงตามข้อเสนอของหนังสือร้องเรียนได้







