
ดีไฮจีนิค เดลิเวอรีทำความสะอาดที่นอน
สิ่งที่แตกต่างจากธุรกิจทำความสะอาดทั่วไปอยู่ที่การให้บริการดูแลที่นอน โซฟา และพรม ให้ถูกสุขอนามัย จะต้องผ่านอุปกรณ์ที่ฆ่าเชื้อโรค พร้อมให้บริการถึงบ้าน ผ่านการเรียกใช้บริการทางคอลเซ็นเตอร์ของบริษัท...
สิ่งที่แตกต่างจากธุรกิจทำความสะอาดทั่วไปอยู่ที่การให้บริการดูแลที่นอน โซฟา และพรม ให้ถูกสุขอนามัย จะต้องผ่านอุปกรณ์ที่ฆ่าเชื้อโรค พร้อมให้บริการถึงบ้าน ผ่านการเรียกใช้บริการทางคอลเซ็นเตอร์ของบริษัท...
โดย...ชนิกา สุขสมจิตร
ปัจจุบัน ธุรกิจบริการรับทำความสะอาดที่พักอาศัยได้เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของคนไทยกันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นคอนโดมิเนียม หรือบ้านจัดสรร เพราะช่วยแบ่งเบาภาระให้กับแม่บ้านพ่อบ้านที่มีข้อจำกัดในเรื่องของเวลา ทำให้ธุรกิจประเภทนี้มีการขยายตัวอย่างต่อเนื่องทั้งในรูปของบริษัท หรือแม้กระทั่งคุณแจ๋วเดลิเวอรี ที่พร้อมไปให้บริการถึงบ้าน
จุดนี้เองทำให้นักธุรกิจหนุ่มรุ่นใหม่อย่าง พิสิษฐ์ องค์ศรีตระกูล ผู้จัดการทั่วไป บริษัท ดีไฮจีนิค ประเทศไทย มองเห็นโอกาสทางธุรกิจบริการและเริ่มศึกษาถึงเทคโนโลยีที่จะนำมาใช้ในการทำความสะอาดให้มากกว่าที่พบเห็นโดยทั่วไป ซึ่งไม่ใช่เฉพาะการทำความสะอาดแค่ตัวอาคารอย่างเดียว แต่มองข้ามไปถึงอุปกรณ์ที่มาทำความสะอาดให้กับข้าวของเครื่องใช้ภายในบ้าน อย่างที่นอน โซฟา และพรม ซึ่งทุกคนควรจะให้ความสำคัญในเรื่องการดูแลรักษาให้ปลอดเชื้อโรค
พิสิษฐ์ กล่าวว่า ช่วงที่ไปศึกษาต่อที่อังกฤษมีโอกาสได้เห็นรูปแบบบริการรับทำความสะอาดที่หลากหลาย เพราะต่างชาติไม่ได้มองแค่ความสะอาดเพียงอย่างเดียว แต่ต้องปลอดเชื้อโรคด้วย
ครั้งหนึ่งได้มีโอกาสไปเยอรมนี ได้พบเทคโนโลยีที่เรียกว่า ซานิไทส์ หรือการฆ่าเชื้อโรค ที่เน้นทำความสะอาดเฉพาะที่นอนเพียงอย่างเดียว เนื่องจากเห็นว่าเป็นแหล่งสะสมของไรฝุ่นและแบคทีเรีย เมื่อเห็นอุปกรณ์เครื่องมือและสเปรย์น้ำยาก็เริ่มสนใจ จนเกิดความคิดอยากนำเทคโนโลยีนี้มาใช้กับไทยบ้าง เพราะอย่างน้อยก็ทำให้คนไทยได้รับบริการที่ดีๆ โดยเฉพาะกับคนที่เป็นโรคภูมิแพ้
ตอนนั้นเป้าหมายแรกคืออยากเปิดธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการทำความสะอาด ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากและท้าทายสำหรับคนที่ไม่เคยมีประสบการณ์ด้านนี้มาก่อน เพราะต้องศึกษาขั้นตอนการให้บริการทุกอย่าง ไม่ใช่แค่มีเงินเพียงอย่างเดียว โดยเฉพาะการเรียนรู้วิธีใช้เครื่องมืออุปกรณ์ต่างๆ โดยขณะนั้นการนำเข้าอุปกรณ์ทำความสะอาดจากเยอรมนีจะต้องไปติดต่อกับตัวแทนจำหน่ายที่สิงคโปร์ เนื่องจากเป็นเซ็นเตอร์ของเขาในภูมิภาคเอเชีย ก็คือ บริษัท ดีไฮจีนิค
อย่างไรก็ตาม การทำธุรกิจคงไม่ใช่จ่ายเงินแล้วขนอุปกรณ์ซานิไทส์กลับเมืองไทยอย่างเดียว สิ่งที่จะทำให้ธุรกิจไปไกลกว่านั้น เจ้าของจะต้องลงมือทำด้วยตัวเอง จึงตัดสินใจไปเรียนรู้การให้บริการของดีไฮจีนิคที่สิงคโปร์อยู่ 4 เดือน เหมือนฝึกงานทำตั้งแต่ภารโรงยันผู้จัดการ ทดลองออกไปให้บริการลูกค้า ทำให้ได้เรียนรู้ปัญหาและงานบริการอย่างจริงจัง
หลังจากใช้เวลาเรียนรู้ฝึกประสบการณ์มาแล้ว ก็ตัดสินใจเปิดบริษัท ดีไฮจีนิค ที่ประเทศไทย พร้อมให้บริการด้านสุขอนามัยและกำจัดเชื้อโรคที่นอน โซฟา และพรม แบบซานิไทส์ซิง ครบวงจร โดยใช้เทคโนโลยีจากเยอรมนีเป็นเครื่องมือที่สามารถฆ่าเชื้อโรค โดยใช้แสงอัลตราไวโอเลต ผนวกกับสเปรย์ธรรมชาติ ขจัดและยับยั้งไรฝุ่น แบคทีเรีย
จุดเด่นของ ดีไฮจีนิค ที่แตกต่างจากธุรกิจทำความสะอาดทั่วไปอยู่ที่การให้บริการดูแลที่นอน โซฟา และพรม ให้ถูกสุขอนามัย จะต้องผ่านอุปกรณ์ที่ฆ่าเชื้อโรค พร้อมให้บริการถึงบ้าน ผ่านการเรียกใช้บริการทางคอลเซ็นเตอร์ของบริษัท
ขณะนี้มีทีมงานอยู่ทั้งหมด 10 ทีม ใน 1 ทีมจะมีพนักงานอยู่ 3 คนที่จะไปรับบริการในบ้านแต่ละหลัง โดยมีรถบริการเคลื่อนที่ 3 คัน เฉลี่ยแล้วจะใช้เวลาในการทำความสะอาดประมาณ 2.30 ชม.ต่อหลัง
พื้นที่การให้บริการจะเริ่มในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลก่อน ส่วนในต่างจังหวัดจะเพิ่มค่าใช้จ่ายในการเดินทางตามระยะทาง เฉพาะในจังหวัดใกล้เคียงไปก่อน
ขั้นตอนการบริการจะเริ่มตั้งแต่การอธิบายถึงปัญหาเชื้อโรคที่สะสมในที่นอนจะทำให้เกิดผลกระทบอะไรบ้าง หลังจากนั้นจะบอกถึงขั้นตอนการทำความสะอาดและฆ่าเชื้อโรคให้ที่นอนหรือโซฟา
พิสิษฐ์ อธิบายว่า การให้บริการลูกค้า ใน 1 ทีมจะรับลูกค้าได้ 3-4 รายต่อวัน โดยทีมงานบางส่วนยังอยู่ในขั้นตอนของการฝึกอบรม เพราะต้องใช้เวลาในการเรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติก่อนที่จะไปให้บริการในสถานที่จริง สิ่งสำคัญคือ พนักงานทุกคนต้องมีหัวใจของงานบริการ เพราะเป็นข้อดีที่จะทำให้งานบริการออกมามีประสิทธิภาพ
ค่าบริการในการทำซานิไทส์ซิง จะเริ่มต้นที่ 2,490 บาท สำหรับขนาดที่นอน 3.5 ฟุต และเพิ่มค่าบริการตามขนาดของที่นอน เฉลี่ยแล้วบ้านหนึ่งหลังจะเสียค่าใช้จ่ายประมาณ 4,700 บาท
ที่ผ่านมาลูกค้าเลือกใช้บริการ เพราะต้องการฆ่าเชื้อโรคที่สะสมอยู่ในที่นอนเป็นหลัก รองลงมาเป็น โซฟา และพรม โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าที่มีคนในครอบครัวเป็นโรคภูมิแพ้จะให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก
พิสิษฐ์ กล่าวว่า แผนการตลาดที่วางไว้ได้กำหนดกลุ่มเป้าหมายลูกค้าไว้ 2 กลุ่ม คือ 1.กลุ่มลูกค้าบ้านพักอาศัยทั่วไป หรือบ้านจัดสรร 2.คอนโดมิเนียม โรงแรมระดับ 5 ดาว ช่วงแรกจะเน้นประเภทบ้านพักอาศัยก่อน เนื่องจากต้องการเจาะกลุ่มลูกค้าที่สนใจรักษาสุขภาพ หรือครอบครัวขนาดใหญ่ที่มีโรคภูมิแพ้เป็นโรคประจำตัว จะใช้วิธีทำไดเรกเซลส์ แจกแผ่นพับตามโครงการหมู่บ้านจัดสรรและห้างสรรพสินค้า
ในขณะที่กลุ่มลูกค้าคอนโดมิเนียมหรือโรงแรม คงต้องใช้เวลาระยะหนึ่ง เพราะส่วนใหญ่จะคู่แข่งรายอื่นๆ ที่เข้าไปรับบริการแล้ว แต่ก็มั่นใจว่าด้วยเทคโนโลยีซานิไทส์ซิง น่าจะเป็นจุดขายที่ทำให้ลูกค้ากลุ่มนี้หันมาสนใจได้
“หลังจากเปิดบริการมาแล้วกว่า 3 เดือน มีลูกค้ามาใช้บริการแล้วกว่า 400 ราย ทำให้มีความมั่นใจที่จะขยายฐานลูกค้าเพิ่ม โดยเฉพาะในโรงแรมระดับ 5-7 ดาว และกลุ่มโรงพยาบาล ภายใต้เป้าหมายใหญ่คือ 3 ปีจากนี้ไป จะยกระดับธุรกิจให้สามารถบริการได้อย่างครบวงจร” พิสิษฐ์ กล่าว
สนใจใช้บริการ ดีไฮจีนิค ติดต่อได้ที่ คอลเซ็น เตอร์ 02-281-7103







