posttoday
เศรษฐกิจกำลังเผชิญความท้าทาย จากปัจจัยภายในที่ไม่เหมือนใคร

เศรษฐกิจกำลังเผชิญความท้าทาย จากปัจจัยภายในที่ไม่เหมือนใคร

18 กรกฎาคม 2559

โดย...สุรพล โอภาสเสถียร

โดย...สุรพล โอภาสเสถียร

มีนักบริหารวัยหนุ่มท่านหนึ่งที่ผมรู้จักรักและเคารพในฝีมือ มีความมุ่งมั่น ฉลาดชนิดฝรั่งอาย พอได้มาทำงานใหญ่เพื่อชาติ เพื่อผลักดันกลไกในเครื่องจักรที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ก็พบเห็นอุปสรรคเรื่องคน ความล้มเหลวในการประสานงาน การบิดเป้าหมายจากที่ควรจะไป ซ้ายก็หันให้มาทางขวานิดๆ การรับคำแต่ไม่รับทำ ที่เจอแบบแย่ที่สุดน่าจะเป็น “คนที่บอกว่าฟังแต่ไม่เคยได้ยินอะไร” เศรษฐกิจก็เหมือนกัน

เศรษฐกิจต้องการปัจจัยเกื้อหนุน คือ สังคมสงบ กฎหมายเป็นกฎหมาย มีเวลาที่แน่นอน ดุลพินิจใช้น้อย แต่ที่ตัวสังคมไทยมันวุ่นวายจนบางครั้งบางทีมันไปก่อเหตุให้หน่วยเศรษฐกิจเดินช้า ไม่ตัดสินใจ กลไกของระบบทำงานได้ยาก และอาจบางทีทำให้ต้นทุนมันสูงกว่าที่ควร นักบริหารคนเก่ง คนดีของไทยได้วิเคราะห์ไว้น่าฟังว่าที่สังคมไทยวุ่นวาย ก็เพราะ

1) ผ่านทศวรรษแห่งความขัดแย้ง และการประท้วง จนทำให้คนไทยเกิดนิสัยต่อต้าน ขี้ระแวง แบ่งขั้ว แบ่งฝ่าย เรื่องอะไรฟังไม่ได้ศัพท์ ก็ค้าน ต่อต้านไว้ก่อน ทำช้าก็ด่าว่า อืดอาด เตะถ่วง ทำเร็วก็หาว่ามีเรื่องซ่อนเร้น กลัวไปหมด

2) เทคโนโลยีและโซเชียลมีเดีย มามีบทบาทอย่างสูงกับสังคมไทย คนไทยใช้โซเชียลมีเดียมากที่สุดที่หนึ่งในโลก แต่ความรู้ความเข้าใจเทคโนโลยี กลับไม่ได้พัฒนาตามไป เพราะนิสัยดั้งเดิม ไม่ค่อยอ่าน ไม่ค่อยศึกษา รู้อะไรก็เลยงูๆ ปลาๆ แล้วก็ไปเดากันไป มโนต่อเติมเสริมเรื่อง (โดดเด่นมาก) แล้วเทคโนโลยีก็มาสวมเข้ามาหนุนได้พอดี ทำให้ใครอยากเขียนอยากปล่อยข่าวข้อมูลผิดยังไงก็ได้ ไม่ต้องรับผิดชอบ แล้วก็แชร์ไปเรื่อย รู้ไม่รู้ เข้าใจไม่เข้าใจ บางทียังไม่ทันอ่านให้จบก็แชร์แล้ว พอเอาข้อ 2 บวกกับข้อ 1 แล้ว มันก็เลยเละเทะวุ่นวายไปทั้งสังคม

3) ตัวอย่างที่น่าจะตกยุคไปในแง่คิดการบริหาร ที่บางคนบางท่านยังไม่ยอมเปลี่ยนแนวคิด จากหลักการตลาดแบบเดิมๆ อย่าง 4P ที่วันนี้ไม่สามารถเป็นกลยุทธ์การทำการตลาด เพื่อให้ได้มาซึ่งลูกค้าอีกต่อไป เพราะผลจากสื่อสังคมออนไลน์กับเทคโนโลยีที่ทันสมัย สิ่งที่เราจะเห็นในอนาคตคือ

3.1 นวัตกรรมในด้านพัฒนาตัวสินค้าและบริการ

3.2 นวัตกรรมและทิศทางภาพรวมการตลาด

3.3 นวัตกรรมที่ส่งผลต่อช่องทางการทำธุรกิจ

ทุกอย่างในสามสิ่งที่กล่าวต้องพึ่งพาสิ่งที่เรียกว่าอินเทอร์เน็ตและความคิดสร้างสรรค์ สิ่งเหล่านี้ไม่มีวันเกิดได้ถ้าคนของเราเรียน ทำงาน สื่อสาร แบบเชื่อง่าย แชร์ไวอย่างทุกวันนี้

การศึกษาวิจัยและพัฒนาควรเป็นการใช้กระบวนการอ่าน คิด เขียน ลงมือทำอย่างมีระบบ หรือฝังมันลงไปในวัฒนธรรมขององค์กร

มีคนกล่าวติดตลกว่า...เราน่าจะลองรวบรวมสูตรรักษามะเร็งจากโซเชียลมีเดีย คิดว่าคงได้เล่มใหญ่ ขนาดโรงเรียนแพทย์ของแดจังกึม ต้องเอาไปสร้างหนังได้แน่ๆ แต่ถ้าใครเชื่อและทำตามให้ครบทุกสูตรนะ รับรองครับ ...ตายแน่ๆ ไม่ต้องรอให้มะเร็งมาฆ่า แต่ตายเพราะไม่ชัวร์ก่อนแชร์ แต่แชร์ก่อนคิด และก็ไม่คิดจะอ่านเอาเลย

สังคมเราก้าวมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร...ใครจะแชร์บ้างครับ

ข่าวล่าสุด

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน