
เทคโนโลยี และความไม่ประมาท
ผมไปเปิดอาคารอเนกประสงค์ต้านแผ่นดินไหว วัดดงมะเฟือง อ.แม่ลาว จ.เชียงราย ที่วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) ออกแบบและก่อสร้างภายใต้การสนับสนุนของนักศึกษาหลักสูตรนักบริหารระดับสูงด้านพัฒนาธุรกิจ อุตสาหกรรม และการลงทุน (วธอ. รุ่นที่ 1) อาคารหลังนี้เป็นต้นแบบอาคารอเนกประสงค์ที่รับแรงแผ่นดินไหวได้ถึง 7 แมกนิจูด สูงกว่าครั้งที่เกิดขึ้นที่ จ.เชียงราย ในวันที่ 5 พ.ค. 2557 ที่มีขนาด 6.3 แมกนิจูด
ผมไปเปิดอาคารอเนกประสงค์ต้านแผ่นดินไหว วัดดงมะเฟือง อ.แม่ลาว จ.เชียงราย ที่วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) ออกแบบและก่อสร้างภายใต้การสนับสนุนของนักศึกษาหลักสูตรนักบริหารระดับสูงด้านพัฒนาธุรกิจ อุตสาหกรรม และการลงทุน (วธอ. รุ่นที่ 1) อาคารหลังนี้เป็นต้นแบบอาคารอเนกประสงค์ที่รับแรงแผ่นดินไหวได้ถึง 7 แมกนิจูด สูงกว่าครั้งที่เกิดขึ้นที่ จ.เชียงราย ในวันที่ 5 พ.ค. 2557 ที่มีขนาด 6.3 แมกนิจูด
ปัจจุบันแม้คนไทยจะตระหนักถึงภัยพิบัติทางธรรมชาติมากกว่าเดิม ด้วยหลักฐานเป็นประจักษ์ว่าแผ่นดินไทยมิได้ปลอดภัยจากแผ่นดินไหวเหมือนที่เคยเชื่อกันมา ซึ่งทำให้การออกแบบและก่อสร้างต้องคำนึงถึงการรับแรงแผ่นดินไหวได้
แต่การมีอาคารบ้านเรือนที่ต้านแผ่นดินไหวได้เพียงอย่างเดียวยังไม่ใช่วิธีป้องกันที่สมบูรณ์
สัปดาห์ที่แล้วผมไปเยี่ยมเมืองคุมาโมโตะที่เสียหายหนักจากแผ่นดินไหว 2 ครั้งติดต่อกัน คือ 6.2 และ 7 แมกนิจูด ในเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา
ปรากฏการณ์นี้ที่คล้ายกับกรณีแผ่นดินไหวเชียงราย คือ คนญี่ปุ่นไม่เคยได้คาดคิดว่าจะเกิดแผ่นดินไหวที่คุมาโมโตะหนักขนาดนี้ เพราะเป็นเมืองที่อยู่ปลายรอยเลื่อนของแผ่นดินญี่ปุ่น จึงดูเหมือนจะมีความเสี่ยงต่ำมากๆ แต่แล้วก็เกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด
แต่สิ่งที่ญี่ปุ่นทำได้ดีกว่าชาติอื่นในเรื่องการจัดการภัยพิบัติ คือ ความตระหนักถึงภัยอันตรายและอยู่อย่างไม่ประมาท ครั้งหนึ่งเมื่อผมเดินทางอยู่บนรถบัสในโตเกียว เสียงโทรศัพท์มือถือของทุกคนส่งสัญญาณขึ้นพร้อมกัน ทั้งของผม คนไทยคนอื่นๆ และคนญี่ปุ่น ทั้งสั่น ทั้งร้องเตือน ไม่ว่าจะใช้เครือข่ายโทรศัพท์มือถือใดๆ ก็ตามของญี่ปุ่น เพื่อเตือนว่าเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวในโตเกียว ให้ทุกคนหาที่หลบภัยในเสี้ยววินาทีนั้น
คนญี่ปุ่นตั้งแต่วัยเด็กจะถูกสอนเรื่องภัยพิบัติถึงขนาดที่มีวันภัยพิบัติแห่งชาติ คือ วันที่ 1 ก.ย.ของทุกปี เนื่องจากเป็นวันที่เกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในโตเกียวในปี 1923 ที่มีขนาด 7.9 แมกนิจูด สร้างความเสียหายรุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น และในวันปฐมนิเทศตอนเปิดเทอมยังสอนให้เด็กเรียนรู้วิธีปฏิบัติตัวเมื่อเกิดแผ่นดินไหว
พูดง่ายๆ คือคนญี่ปุ่นทุกคนตั้งแต่เด็กเล็กจนโตอยู่อย่างไม่ประมาท
ญี่ปุ่นยังลงทุนในการศึกษาและวิจัยด้านแผ่นดินไหวมากที่สุดในโลก ตั้งแต่การพยากรณ์ความเป็นไปได้ของเวลาและตำแหน่ง เรื่องมาตรฐานการออกแบบอาคารจนถึงเทคโนโลยีก่อสร้างที่ทันสมัยที่สุดในโลก
ระบบที่ไทยควรเรียนรู้ คือ ระบบสื่อสาร โทรคมนาคม และคอมพิวเตอร์ ที่ญี่ปุ่นพัฒนาขึ้นเพื่อเตือนภัยพลเมือง โดยเมื่อเกิดภัยพิบัติทุกผู้ให้บริการจะรวมเป็นเครือข่ายเดียวกัน ทำให้ชุมสายที่อาจหนาแน่นได้กระจายตัว พลเมืองยังคงสามารถใช้งานได้ดังปกติ ส่วนระบบคอมพิวเตอร์จะสามารถโอนฐานข้อมูลระหว่างกันด้วยระบบคลาวด์ (Cloud) เพียงไม่เกิน 30 นาที และระบบป้ายโฆษณาจะสามารถขึ้นเตือนได้พร้อมกันในเมืองใหญ่ๆ
ระบบนี้ประยุกต์ใช้ได้ในช่วงเวลาพายุฝน น้ำท่วม รถติด ที่ทุกเครือข่ายจะเข้ามาร่วมกันแจ้งเตือน และให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์แก่ประชาชน ผมมั่นใจว่าจะช่วยบรรเทาปัญหาการจราจร และความเสี่ยงเรื่องภัยพิบัติได้อย่างดี
โลกทุกวันนี้เราจะต้องมีทั้งเทคโนโลยีและความไม่ประมาท







