posttoday

อี-คอมเมิร์ซโตเกินคาด พุ่งแตะ2.2-2.3ล้านล้าน

14 กรกฎาคม 2559

การร่วมมือกันของภาครัฐและเอกชนในการกระตุ้นความเชื่อมั่นตลาดออนไลน์ให้กลับมาอีกครั้ง

โดย...ณัฏฐ์ธยาน์ สุทธิเจริญ

การร่วมมือกันของภาครัฐและเอกชนในการกระตุ้นความเชื่อมั่นตลาดออนไลน์ให้กลับมาอีกครั้ง ด้วยการขายสินค้าผ่านเว็บไซต์ไทยแลนด์ออนไลน์เมกาเซลล์ 2016 คาดว่าจะเรียกความเชื่อมั่นกลับมาอีกครั้งหลังครึ่งปีแรกชะลอตัว

สุรางคณา วายุภาพ ผู้อำนวยการ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) หรือ สพธอ. (เอ็ตด้า) กล่าวว่า ปัจจุบันตลาดอี-คอมเมิร์ซโตกว่าที่คาดการณ์ไว้ในปี 2556 จะอยู่ที่ 3.65% หรือ 2.1 ล้านล้านบาท แต่ ณ ตอนนี้โตไปกว่า 5% หรือ 2.2-2.3 ล้านล้านบาท

“การเติบโตในตลาดอี-คอมเมิร์ซถือว่าเป็นไปอย่างรวดเร็ว เพิ่มขึ้นจากสองปีที่ผ่านมาถึง 1.7 แสนล้านบาท จากปัจจัยสมาร์ทโฟนที่มีมากถึง 102 ล้านเครื่อง ทำให้จากที่เอ็ตด้าเคยคาดการณ์ไว้เมื่อเดือน ส.ค. 2558 ว่าตลาดอี-คอมเมิร์ซปี 2559 จะโต 2.1 ล้านล้านบาท แต่ตัวเลขยังไม่สรุปล่าสุด แต่เชื่อว่าจะทำได้ถึง 2.2-2.3 ล้านล้านบาทแล้ว” สุรางคณา กล่าว

ทางด้าน รัฐศาสตร์ กรสูต ผู้อำนวยการอาวุโส เอ็ตด้า กล่าวว่า แม้ความเชื่อมั่นในตลาดอี-คอมเมิร์ซจะสะดุดไปบ้างจากกรณีเอ็นโซโก้ แต่เชื่อว่าการทำตลาดอย่างต่อเนื่องจะช่วยเรียกความเชื่อมั่นให้นักช็อปออนไลน์หันกลับมาจับจ่ายกันมากขึ้นอีกครั้ง

“เพื่อให้การทำธุรกรรมออนไลน์เป็นพื้นฐานการใช้งานในสังคม เรื่องของนโยบายและการส่งเสริมเพื่อกำหนดดูแลจึงมีอย่างต่อเนื่อง กรณีรายใหญ่จากต่างประเทศเข้ามาทำตลาดในไทยมากขึ้น แสดงว่าไทยยังมีโอกาสในการซื้อขายออนไลน์อีกมาก แต่สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือสงครามการตลาดที่จะมีความดุเดือดมากขึ้น” รัฐศาสตร์ กล่าว

ปัจจุบัน ตลาดอี-คอมเมิร์ซของไทยคล้ายกับยุคแรกของตลาดอี-คอมเมิร์ซจีน คือ ผู้เล่นรายใหญ่เข้ามาทำตลาดออนไลน์กว่า 90% และที่เหลือเป็นรายย่อย แต่ในไทยมีความแตกต่างคือโซเชียลคอมเมิร์ซบูมมาก ทำให้ตลาดออนไลน์มีความแข็งแรงกว่าประเทศอื่นๆ

“แม้เราจะเห็นผู้เล่นรายใหญ่เข้ามาในตลาดออนไลน์มากขึ้น แต่หากเทียบกับในต่างประเทศยังถือว่าน้อย ขณะที่ตลาดโซเชียลคอมเมิร์ซของไทยกลับบูมมากจนเฟซบุ๊กต้องเปิดช็อปและเพย์เมนต์สำหรับรองรับตลาดไทยโดยเฉพาะ แต่เป็นการให้บริการจากผู้เล่นรายอื่นที่ไม่ใช่เฟซบุ๊กโดยตรง เอ็ตด้าจึงต้องเร่งดึงให้ผู้ขายออนไลน์เหล่านี้เข้ามาจดทะเบียนการค้าให้ถูกต้องเพื่อเพิ่มความเชื่อถือในการขายสินค้าและมีมาตรการจูงใจอย่างต่อเนื่อง”

อย่างไรก็ตาม รัฐศาสตร์ได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับกรณีพร้อมเพย์ว่า สังคมในไทยกำลังจะเข้าสู่ยุคสังคมปราศจากเงินสด (Cashless Society) การทำพร้อมเพย์ขึ้นมาถือว่าเป็นการเริ่มต้นของการใช้จ่ายแบบสะดวกมากขึ้น เช่นเดียวกับยุคแรกของธุรกิจออนไลน์ที่คนยังไม่เชื่อมั่น แต่หลังจากนี้เมื่อประชาชนเข้าใจน่าจะมีทิศทางที่ดีขึ้น เพราะระบบมีความปลอดภัยอย่างมาก

ขณะที่การจัดงานไทยแลนด์ ออนไลน์ เมกาเซลล์ 2016 จะช่วยกระตุ้นความเชื่อมั่นในการซื้อขายสินค้าออนไลน์จากร้านค้า มีส่วนลดพิเศษ โปรโมชั่นและชิงโชคตลอด 9 วัน เพื่อดึงดูดให้คนมาช็อปออนไลน์มากขึ้น โดยจะจัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์ที่เซ็นทรัลเวิลด์ล่วงหน้าในวันที่ 29 ส.ค. เพื่อประชาสัมพันธ์ให้ลูกค้าทราบ จากนั้นจะเริ่มขายจริง 1-9 ก.ย. ตั้งเป้ายอดขายตลอด 9 วัน ไว้ที่ 450 ล้านบาท และมีผู้เข้ามาใช้งานกว่า 1 ล้านคน

ข่าวล่าสุด

DGA ชวนคนไทยใช้สิทธิเลือกตั้ง 69 โชว์ใบขับขี่ดิจิทัลผ่านทางรัฐ