
ดันสำนักแอลเอ็นจีคุมก๊าซเบ็ดเสร็จ
กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติเตรียมตั้งสำนักแอลเอ็นจีรองรับแผนบริหารก๊าซตั้งแต่การผลิตจนถึงผู้ใช้
กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติเตรียมตั้งสำนักแอลเอ็นจีรองรับแผนบริหารก๊าซตั้งแต่การผลิตจนถึงผู้ใช้
แหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติอยู่ระหว่างเตรียมการเพื่อจัดตั้งสำนักแอลเอ็นจี (ก๊าซธรรมชาติเหลว) เพื่อรองรับแผนบริหารจัดการก๊าซธรรมชาติระยะยาว ซึ่งเป็นการยกระดับให้มีหน่วยงานที่เข้ามากำกับดูแลเรื่องก๊าซ ตั้งแต่ต้นทางของแหล่งก๊าซไปจนถึงการจัดหาให้กับผู้ใช้ ทั้งในประเทศและการนำเข้าจากต่างประเทศ โดยเฉพาะก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี)
นอกจากนี้ สำนักงานแห่งนี้จะมีหน้าที่ดูแลความเสี่ยงการจัดหาก๊าซ การสร้างฐานข้อมูลและเครื่องมือการวิเคราะห์ในระยะ 20 ปีข้างหน้า (2558-2579) ตลอดจนส่งเสริมให้เกิดการแข่งขันในด้านการจัดหาแอลเอ็นจีเพื่อให้เกิดความเหมาะสมและเพียงพอต่อความต้องการใช้
ทั้งนี้ ปัจจุบันแผนการจัดตั้งสำนักงานแอลเอ็นจี กรมได้ส่งเรื่องไปให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (กพร.) เพื่อพิจารณาเรื่องการจัดอัตรากำลังที่จะมารองรับ คาดว่าจะได้ข้อสรุปเร็วๆ นี้
แหล่งข่าวระบุว่า ที่ผ่านมาการจัดหาก๊าซมีหลายหน่วยงานเข้าเกี่ยวข้อง แตกต่างกันตามบทบาทหน้าที่ โดยบริษัท ปตท.จะรับผิดชอบในการจัดหาปริมาณก๊าซจากอ่าวไทยและนำเข้า ส่วนสำนักนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ทำหน้าที่เป็นผู้กำหนดนโยบายกำกับดูแล ในขณะที่กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ มีหน้าที่ดูแลปริมาณการผลิตก๊าซที่มาจากแหล่งสัมปทานปิโตรเลียมในประเทศ
“สำนักแอลเอ็นจีจะทำหน้าที่กำกับดูแลทั้งหมด และกำหนดทิศทางของแผนก๊าซให้มีประสิทธิภาพ” แหล่งข่าว เปิดเผย รายงานข่าวระบุว่า แผนการบริหารจัดการก๊าซในปัจจุบันกำหนดแนวทางดำเนินการเป็น 4 ด้าน คือ 1.การลดการใช้ก๊าซที่มีต้นทุนสูงขึ้นจากการนำเข้าแอลเอ็นจี โดยจะมีการศึกษากำหนดราคาเฉลี่ยก๊าซจากแต่ละแหล่ง เพื่อให้ผู้ใช้ก๊าซรายใหม่พิจารณาต้นทุนจากราคาก๊าซที่อิงกับราคาแอลเอ็นจีได้ พร้อมทั้งลดการพึ่งพาก๊าซจากการกระจายเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (พีดีพี 2015) และเน้นการเพิ่มสัดส่วนของถ่านหิน การจัดหาไฟฟ้าจากต่างประเทศเป็น 9,543 เมกะวัตต์ ในปี 2579 และการเพิ่มการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน
2.การรักษาระดับการผลิตก๊าซจากแหล่งในประเทศให้ยาวนานขึ้น โดยกระตุ้นการสำรวจและพัฒนาแหล่งในประเทศและการใช้เทคโนโลยีเพื่อรักษาระดับการจัดหาให้ยาวนานขึ้น โดยการเปิดให้ยื่นสำรวจและผลิตปิโตรเลียมรอบใหม่ การบริหารสัญญาสัมปทานที่จะสิ้นสุด เพื่อรักษาระดับการผลิตก๊าซในอ่าวไทยให้คงที่ต่อเนื่อง ส่วนแผนระยะสั้นจะลดปริมาณก๊าซที่ไม่ผ่านโรงแยกเพื่อยืดอายุแหล่งผลิตในประเทศและใช้ประโยชน์ก๊าซจากอ่าวไทยให้ได้ประโยชน์สูงสุด ส่วนในอนาคตจะสนับสนุนการพัฒนาแหล่งขนาดเล็กมาก
3.การหาแหล่งและการบริหารจัดการแอลเอ็นจีที่มีประสิทธิภาพ โดยเพิ่มจำนวนผู้จัดหาและจำหน่ายเพื่อสร้างการแข่งขันภายในประเทศจากแนวโน้มการนำเข้าแอลเอ็นจีถึง 24 ล้านตัน/ปี ในช่วง 20 ปี ข้างหน้า และ 4.มีโครงสร้างพื้นฐาน เช่น โครงข่ายท่อส่งก๊าซและท่าเรือรับแอลเอ็นจี รวมทั้งกำหนดกติกาที่สอดรับกับแผนจัดหาแอลเอ็นจีเพื่อให้สามารถจัดหาก๊าซให้เพียงพอต่อความต้องการ
อย่างไรก็ตาม มีการคาดการณ์ว่าหากมีการชะลอโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินและการส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าพลังงานทดแทนไม่เป็นไปตามแผนจะทำให้ความต้องการใช้ก๊าซเพิ่มจากวันละ 4,810 ล้านลบ.ฟุต ในปี 2558 เป็น 5,658 ล้านลบ.ฟุต/วัน ในปี 2562







