
ป้องล้งจีนบุกสวนผลไม้ไทย
นักวิชาการหวั่นระยะยาวกำหนดราคาไม่ได้แนะรวมกลุ่มสหกรณ์ขาย
นักวิชาการหวั่นระยะยาวกำหนดราคาไม่ได้แนะรวมกลุ่มสหกรณ์ขาย
จีนรุกคืบทำธุรกิจผลไม้ในไทยแบบครบวงจร หวั่นระยะยาวกำหนดราคาสินค้าเองไม่ได้ แถมไม่เหลือพื้นที่ให้คนไทยทำ แนะรวมกลุ่มสหกรณ์ขาย
นายอัทธ์ พิศาลวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมามีล้งจีนทั้งที่เป็นบริษัทร่วมทุนและนอมินีทำธุรกิจผลไม้ในประเทศไทยเพื่อส่งกลับตลาดจีนเพิ่มมากขึ้น ซึ่งกังวลว่าในระยะยาวจะส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการล้งไทยและตลาดในประเทศ เพราะการจะแข่งขันกับล้งจีนทำได้ยาก เนื่องจากล้งไทยอาจจะมีเงินทุนไม่สูงเท่า รวมทั้งล้งจีนได้มีการขยายเข้าไปทำการรับซื้อลักษณะนี้ในประเทศ อื่นๆ ด้วย
“ขณะนี้ล้งจีนไม่ใช่แค่รับซื้อผลไม้จากผู้รวบรวมอย่างเดียว แต่เข้าไปซื้อแบบเหมาสวน หากมองระยะสั้นอาจเป็นผลดีต่อเกษตรกรไทย เพราะมีตลาดแน่นอน ราคาไม่ตก แต่การเข้ามาทำธุรกิจผลไม้แบบครบวงจรจนเกือบไม่เหลือพื้นที่ทำธุรกิจให้คนไทย ซึ่งการที่ล้งจีนมีตลาดอยู่ในมือทำให้อนาคตสามารถเป็นผู้กำหนดราคาได้ตามที่ต้องการ หากปล่อยไว้ในระยะยาวจะไม่เป็นผลดีต่อธุรกิจผลไม้ไทยทั้งระบบ” นายอัทธ์ กล่าว
นอกจากนี้ ในอนาคตอาจจะไม่มีผลไม้ส่งโรงงานอุตสาหกรรมแปรรูปหรือส่งออกจากไทยได้ ดังนั้นจะต้องมีกฎหมายดูแลให้ความยุติธรรมเรื่องการจดทะเบียนนิติบุคคล การเสียภาษีที่ยังเป็นช่องว่างอยู่ หรือการลงทุนและโอนเงินจากจีนเข้ามามีการเสียภาษีหรือไม่ โดยสาเหตุที่ล้งจีนเข้ามาอย่างรวดเร็ว คือ กฎหมายการนำเข้าผลไม้ของจีนระบุว่า ต้องนำเข้าผ่านบริษัทจีน ซึ่งนักธุรกิจไทยไม่สามารถเข้าไปมีบทบาทอะไรได้เลย โดยปัจจุบันมีผู้ประกอบการล้งจีนในไทยจำนวน 1,090 ราย แบ่งเป็นผู้ค้าลำไย 473 ราย ทุเรียน 556 ราย และมังคุด 65 ราย ส่วนใหญ่อยู่ในภาคตะวันออก เช่น จ.ระยอง จันทบุรี และตราด
ทั้งนี้ เกษตรกรจะต้องรวมตัวกันผลิตและขายแบบสหกรณ์ ผลิตผลไม้ที่มีคุณภาพมาตรฐานโลก ใช้นวัตกรรมเพิ่มมูลค่า เช่น เก็บแบบแช่แข็งแปรรูป หรือเชื่อมโยงการท่องเที่ยวในท้องถิ่นทำเป็นฟาร์มเอาต์เล็ต และมองตลาดภายในเพิ่มขึ้น โดยใช้ประโยชน์ของเขตเศรษฐกิจพิเศษตราดเป็นศูนย์รวมและกระจายผลไม้ หรือตลาดกลางภายในประเทศกระจายผลผลิต โดยภาครัฐต้องเร่งจัดโซนนิ่งให้ชัดเจนก่อนที่จะไม่มีคนทำเกษตรกรรมด้วย







