
กรุงศรีฯ มองเงินบาท ครึ่งปีหลังส่อแววแข็งค่า
โดย...พรสวรรค์ นันทะ
โดย...พรสวรรค์ นันทะ
ธนาคารกรุงศรีอยุธยาประเมินแนวโน้มทิศทางค่าเงินบาทในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ว่ายังมีโอกาสจะปรับแข็งค่าขึ้น แต่ไม่มากนัก จากปัจจุบันที่เคลื่อนไหวที่ระดับ 35.05 บาท/เหรียญสหรัฐ อาจจะปรับไปแข็งสุดที่ประมาณ 34.50 บาท ในช่วงไตรมาส 3 และไตรมาส 4 ปีนี้ ขณะที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายน่าจะทรงตัวที่ 1.5% ไปตลอดปี
ตรรก บุนนาค ประธานคณะเจ้าหน้าที่ ด้านโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรียุธยา เปิดเผยว่า ครึ่งหลักของปีนี้คงเห็นเงินทุนต่างชาติไหลเข้าๆ ออกๆ จากไทยเรื่อยๆ โดยเฉพาะหลังจากสหราชอาณาจักรมีประชามติให้ออกจากสหภาพยุโรป หรือเบร็กซิต เนื่องจากสินทรัพย์ไทยยังให้ผลตอบแทนที่อยู่ในระดับสูง เช่น ตลาดพันธบัตรไทยอายุ 1-5 ปี ยังมีอัตราผลตอบแทน (ยิลด์) ที่ 1-1.2% น่าลงทุนกว่าการถือสินทรัพย์อื่นในภูมิภาค ทำให้เห็นนักลงทุนต่างชาติเข้ามาถือลงทุนในสินทรัพย์ไทยอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม นักลงทุนต่างชาติลงทุนถือสินทรัพย์ไทยน้อยกว่า 15% ของสินทรัพย์ทั้งหมด ทำให้เงินทุนไหลเข้าออกที่จะมีผลต่อค่าเงินบาทของไทยไม่มากเมื่อเทียบกับสกุลในภูมิภาค โดยค่าเงินอยู่ภายใต้การบริการจัดการได้ดีของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เห็นได้จากการเปลี่ยนแปลงของค่าเงินในครึ่งปีแรกเคลื่อนไหวอยู่ในระดับกลางๆ ของภูมิภาค โดยเงินบาทของไทยแข็งค่าขึ้น 2.4% จากต้นปีถึง ณ วันที่ 24 มิ.ย. 2559 เท่ากับไต้หวันที่แข็งค่า 2.4% ขณะที่มาเลเซียแข็งค่าขึ้นถึง 6.9% สิงคโปร์ 5.1% อินโดนีเซีย 4.7% เกาหลีใต้ 1.7% ฟิลิปปินส์ 0.2% ส่วนเงินอินเดียและหยวนของจีนอ่อนค่าลง 2.3%
“ตอนนี้ค่าเงินบาทเทียบกับสกุลในภูมิภาคแล้วถือว่าอยู่ในระดับกลางๆ แต่แน่นอนว่าระดับ 35 บาท ใน 3-4 วันที่ผ่านมา ซึ่งไม่สามารถแข็งเกินนี้ไปได้ แสดงว่ายังมีแรงซื้อจากผู้นำเข้าด้วย ฉะนั้นถ้ามันหลุดจาก 35 ได้ก็ต้องดูว่าแรงขายเงินเหรียญสหรัฐของผู้ส่งออกจะมีมากขนาดไหน แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีโอกาสเห็น 34 บาท แต่ถ้าหลุด 35 บาทไปที่ 34 บาทกว่าๆ เลยในช่วง 1-2 วันนี้ถือว่าแข็งเร็วไป เมื่อเทียบกับสกุลอื่นๆ ในภูมิภาคที่ไม่ได้วิ่งเร็วขนาดนั้น ยกเว้นเงินวอนของเกาหลีใต้ที่อาจจะวิ่งไปบ้าง เพราะว่านักลงทุนต่างชาติถือในสินทรัพย์ของเหาหลีใต้มากกว่าของไทย อย่างไรก็ดีในช่วงไตรมาส 3-4 ปีนี้ เงินบาทน่าจะอยู่ในช่วง 34.50-36 .50 บาท โดยสิ้นปีนี้จะเห็นบาทที่ 35-36 บาท/เหรียญสหรัฐ” ตรรก ระบุ
ทั้งนี้ ธนาคารกรุศรีฯ คาดว่าเงินบาทในไตรมาส 3 ปีนี้จะอยู่ที่ระดับ 35.25 บาท หรือเคลื่อนไหวในกรอบ 34.50 -36 บาท/เหรียญสหรัฐ ไตรมาส 4 ปีนี้อยู่ที่ระดับ 35.50 บาท หรือเคลื่อนไหวในกรอบ 34.50-36.50 บาท และไตรมาสแรกปีหน้าอยู่ที่ 35.25 บาท หรือเคลื่อนไหวในกรอบ 34.25-36.25 บาท
ตรรก กล่าวว่า นักลงทุนในปัจจุบันยังไม่เล่นค่าเงินหรือเก็งกำไรมากนัก เห็นได้จากลูกค้าในพอร์ตของธนาคารส่วนใหญ่ 70% ปิดความเสี่ยงค่าเงินมีการทำเฮดจิ้งเพิ่มขึ้น จากก่อนเหตุเบร็กซิตที่อยู่ที่ประมาณ 50-60% หรือบางช่วงอาจจะต่ำกว่า 50% ก็มี โดยลูกค้านิยมทำธุรกรรมเป็นสกุลบาทต่อเหรียญสหรัฐ 70% เป็นเงินเยน 20% และอีก 10% เป็นสกุลอื่นๆ โดยธนาคารแนะนำให้ปิดความเสี่ยงให้มากที่สุดในช่วงที่ยังมีความผันผวนเช่นนี้ อย่างน้อยๆ 75% ของพอร์ต ซึ่งลูกค้าก็ให้ความสำคัญในการทำเฮดจิ้งอยู่แล้ว เช่น ลูกค้าญี่ปุ่นทำเฮดจิ้ง 100% ส่วนหนึ่งเพราะค่างินเยนแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องทำให้คนไม่นิยมเก็งกำไร
สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลังน่าจะฟื้นตัวดีกว่าครึ่งปีแรก จากปัจจัยบวกในเรื่องของการลงทุนภาครัฐ ต้นทุนน้ำมันและดอกเบี้ย ภาคธุรกิจท่องเที่ยวที่โดดเด่น ขณะที่แล้งเริ่มบรรเทาลงหลังจากฝนตกต่อเนื่อง และไทยยังมีทุนสำรองระหว่างประเทศที่สูง บวกกับหนี้ต่างประเทศที่ต่ำ ทำให้เศรษฐกิจไทยมีพื้นฐานที่ดีที่รองรับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่อาจจะมากระทบอย่างจำกัด โดยปีนี้เศรษฐกิจไทยน่าจะโต 3% จากเดิมที่เคยมองไว้ว่าจะโต 3% ต้นๆ
หลังจากเหตุเบร็กซิต ธนาคารกรุงศรีฯ คาดว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยน่าคงไว้ที่ระดับ 1.5% ตลอดปี เพราะธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) น่าจะเก็บกระสุนไว้ใช้ในยามจำเป็นเท่านั้น และยังมองว่าอังกฤษจะลดดอกเบี้ยลงไปอยู่ที่ 0% จากครึ่งปีแรกอยู่ที่ 0.5% ดอกเบี้ยสหรัฐปรับขึ้นไปอยู่ที่ 0.63% จาก 0.38% ดอกเบี้ยในยูโรโซนอยู่ที่ 0% เท่าเดิม และดอกเบี้ยญี่ปุ่นน่าจะคงไว้ที่ติดลบที่ 0.10% ต่อไป
อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจไทยยังมีความเสี่ยงจากปัจจัยด้านลบอยู่ อาทิ 1.เศรษฐกิจโลกที่ยังฟื้นตัวเปราะบาง 2.ปัญหาเชิงโครงสร้างในภาคส่งออกของไทยเอง ที่ต้องดูว่าอังกฤษหลังออกจากเบร็กซิตอาจจะมีการเจรจาการค้ากับประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ รวมทั้งไทยที่ยืดหยุ่นมากขึ้น 3.หนี้ภาครัวเรือนที่ยังสูง ทำให้ขยายการบริโภคในประเทศไม่ได้มากนัก บวกกับ 4.ตลาดการเงินผันผวนที่เป็นภาวะปกติแบบใหม่ (News Normal)
ในส่วนของการลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญของไทยในช่วงเดือน ส.ค.นี้ ธนาคารมองเป็นปัจจัยที่ต้องติดตาม ซึ่งเป็นไปได้ทั้งบวกและลบ แต่เท่าที่ดูขณะนี้นักลงทุนต่างชาติไม่ได้มองปัจจัยเรื่องนี้มาเป็นประเด็นที่ใช้ในการตัดสินใจเข้าหรือไม่เข้ามาลงทุนในไทย







