posttoday
แรงงานเมียนมา กับการขับเคลื่อนศก.ไทย

แรงงานเมียนมา กับการขับเคลื่อนศก.ไทย

28 มิถุนายน 2559

ปลายสัปดาห์ที่แล้ว นางอองซานซูจี มาเยือนเมืองไทยอย่างเป็นทางการและมีการลงนามความร่วมมือด้านแรงงานหลายฉบับซึ่งควรเป็นข่าวดังเพราะเกี่ยวข้องกับประเทศไทยโดยตรง แต่ถูกกลบด้วยกระแสข่าว “เบร็กซิต” ซึ่งผลประชามติของคนอังกฤษให้ออกจากอียู

ปลายสัปดาห์ที่แล้ว นางอองซานซูจี มาเยือนเมืองไทยอย่างเป็นทางการและมีการลงนามความร่วมมือด้านแรงงานหลายฉบับซึ่งควรเป็นข่าวดังเพราะเกี่ยวข้องกับประเทศไทยโดยตรง แต่ถูกกลบด้วยกระแสข่าว “เบร็กซิต” ซึ่งผลประชามติของคนอังกฤษให้ออกจากอียู

นางซูจีหรือเมียนมา เรียกว่า “ดอว์ซู” มาเยือนไทยอย่างเป็นทางการในฐานะที่ปรึกษาแห่งรัฐและรัฐมนตรีต่างประเทศเมียนมา ซึ่งเธอมาพร้อมกับรัฐมนตรีอีกหลายท่านเป็นการเยือนต่างประเทศครั้งแรกหลังจากตั้งรัฐบาลได้เพียง 2 เดือนเศษ

ทำไมนางซูจีจึงให้ความสำคัญกับไทย

เหตุผลสำคัญนอกเหนือจากไทยเป็นผู้ลงทุนหลัก โดยเฉพาะโครงการเกี่ยวกับพลังงาน การผลิตโรงงานไฟฟ้าขนาดใหญ่หลายแห่งและเมกะโปรเจกต์ คือ มีแรงงานเมียนมาจำนวนมากอยู่ในประเทศไทยและเป็นฐานเสียงสนับสนุนพรรคเอ็นแอลดี

ปัจจุบันตัวเลขแรงงานเมียนมาถูกกฎหมายมีจำนวนประมาณ 1.042 ล้านคน แต่ตัวเลขของเมียนมามีมากกว่า 2 ล้านคน จากข้อมูลของธนาคารโลกปีที่แล้วแรงงานเมียนมาส่งเงินกลับประเทศประมาณ 6.39 หมื่นล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 2.81 ของจีดีพี เป็นแหล่งเงินตราต่างประเทศและรายได้ที่สำคัญของประเทศ

ในส่วนที่เกี่ยวกับแรงงานซึ่งเป็นไฮไลต์ของการเยือนไทยของนางอองซานซูจี นอกเหนือจากมีการลงนามเอ็มโอยู หรือข้อตกลงด้านแรงงาน 3 ฉบับ ยังมียื่นข้อเสนอ 5 ข้อเกี่ยวกับการขอให้รัฐบาลไทยดูแลแรงงานเมียนมาทั้งด้านการจดทะเบียน การจ่ายค่าจ้าง การดูแลสวัสดิการ-ประกันสังคม รวมถึงขอให้แรงงานเมียนมาที่ถือบัตรสีชมพูเดินทางได้ทั่วประเทศโดยไม่ถูกรีดไถ ซึ่งค่อนข้างจะถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเข้ามาก้าวก่ายการทำงานของไทย

อย่างไรก็ตาม การมาและข้อเสนอของนางซูจีมีนัยต่อการปฏิรูปแรงงานต่างชาติของไทยให้มาอยู่บนโต๊ะทำทุกอย่างให้ถูกต้องเพื่อเป็นการแก้ปัญหาการค้ามนุษย์ ซึ่งไทยกำลังตกเป็นจำเลยถูกทั้งใบเตือนและใบแดงจากสหรัฐและอียู โดยการแก้ปัญหาจะต้องได้รับการร่วมมือตลอดโซ่แห่งคุณค่าแรงงานทั้งจากต้นทางคือประเทศส่งออกแรงงานและกลางทางเกี่ยวกับการปฏิบัติงานของราชการไทยตลอดจนถึงปลายทางคือผู้ใช้แรงงาน

การเปิดประเด็นของนางซูจีแสดงให้เห็นว่าทางเมียนมามีความจริงใจที่จะแก้ปัญหา

แต่ระบบเศรษฐกิจไทยยังต้องพึ่งพาแรงงานจากเมียนมาในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ถึงแม้ว่ารัฐบาลมีนโยบายมุ่งสู่เศรษฐกิจ-การผลิตแบบก้าวหน้า ที่เรียกว่า “อุตสาหกรรม 4.0” และภาคเอกชนไทยส่วนใหญ่เป็นเอสเอ็มอียังคงติดล็อกย่ำอยู่กับเศรษฐกิจ ซึ่งต้องพึ่งพาแรงงานเข้มข้นทั้งอุตสาหกรรม ภาคบริการ การท่องเที่ยว การเกษตร เกษตรแปรรูป ประมง ฯลฯ

ดังนั้น ความร่วมมือด้านแรงงานจึงเป็นความท้าทายของทั้งสองประเทศ ขณะที่เมียนมายังต้องพึ่งพารายได้จากเงินส่งกลับของแรงงานที่ทำงานในไทยเป็นรายได้หลัก สำหรับประเทศไทยอย่างน้อยในช่วง 5-10 ปีข้างหน้า ยังคงติดอยู่กับกับดักการขาดแคลนแรงงานและต้องพึ่งพาแรงงานเมียนมาในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

งานนี้เหมือนขนมจีนกับน้ำยาต้องคู่กันและต้องพึ่งพิงกัน...นะครับ

ข่าวล่าสุด

ทีทีบีเตือนยุค AI งานซ้ำเสี่ยงหาย เร่งสร้างทักษะใหม่

ทีทีบีเตือนยุค AI งานซ้ำเสี่ยงหาย เร่งสร้างทักษะใหม่