
กรมชลฯส่งสัญญาณ "เกษตรกร" เตรียมเพาะปลูกข้าว
กรมชลประทานแนวโน้มสภาพฝนจากสัปดาห์นี้ไปถึงต้นเดือน ก.ค. 2559 จะมีฝนมากกว่าต้นฤดู ส่งผลดีต่อสภาพน้ำทั่วประเทศ
กรมชลประทานแนวโน้มสภาพฝนจากสัปดาห์นี้ไปถึงต้นเดือน ก.ค. 2559 จะมีฝนมากกว่าต้นฤดู ส่งผลดีต่อสภาพน้ำทั่วประเทศ
นายทองเปลว กองจันทร์ รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยภายหลังประชุมคณะอนุกรรมการวิเคราะห์ติดตามสถานการณ์น้ำ ว่า จากการประเมิน แนวโน้มสภาพฝนจากสัปดาห์นี้ไปถึงต้นเดือน ก.ค. 2559 จะมีฝนมากกว่าต้นฤดู เพราะมีอิทธิพลร่องมรสุมกำลังแรงขึ้นทำให้มีฝนตกต่อเนื่องที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และภาคเหนือ โดยจะมีภาวะฝนทิ้งช่วงเพียงระยะสั้นๆ2-3 วันเท่านั้น ทั้งนี้ล่าสุดในพื้นที่ชลประทานมีการปลูกข้าวแล้วประมาณ 2 ล้านไร่
ทั้งนี้จากสภาพฝนที่ตกทั่วประเทศที่ผ่านมาส่วนมา เป็นฝนตกในพื้นที่ชายขอบประเทศ แต่ก็ส่งผลดีต่อสภาพน้ำทั่วประเทศ อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันมีฝนมากกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมาประมาณ 43% โดยมีน้ำใช้การได้ใน4 เขื่อนหลัก ณ วันที่ 27 มิ.ย. ประมาณ 1,300 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) ซึ่งมีปริมาณน้ำใช้การมากว่าปีที่แล้ว 330 ล้านลบ.ม. เป็นสัญญาณให้เห็นว่าสถานการณ์น้ำต้นทุนฤดูแล้งหน้าปี60 มีน้ำดีขึ้นกว่า2-3ปีที่ผ่านมาประสบภาวะภัยแล้งยาวนาน
สำหรับปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อนภูมิพล ช่วง7 วัน มีน้ำสะสม 43 ล้านลบ.ม. เขื่อนสิริกิติ์ 48 ล้านลบ.ม. เขื่อนแควน้อยฯ 17 ล้านลบ.ม. เขื่อนป่าสักฯ15 ล้านลบ.ม. อย่างไรก็ตามยังคงอัตราระบายวันละ18 ล้านลบ.ม. เพื่อกินใช้และรักษาระบบนิเวศเท่านั้น ยังไม่ปล่อยน้ำเข้าคลองชลประทานเพื่อเพาะปลูก
นายทองเปลว กล่าวว่าปีนี้แนวโน้มมีฝนมาก จะเห็นว่าหลายประเทศก็เกิดปัญหาน้ำท่วมแล้ว ซึ่งนายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานเตรียมความพร้อมแก้ไขปัญหาน้ำท่วม ซึ่งพล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะรมว.เกษตรฯได้กำชับ กรมชลประทาน บูรณาการทำงานอย่างใกล้ชิด กับกทม. และกระทรวงมหาดไทย เพื่อจัดการระบายให้เร็วในจุดน้ำท่วมขัง โดยกรมชลฯดูแลรอบนอกกรุงเทพฯ ปริมณฑล และในส่วนต่างจังหวัด โดยสำนักงานชลประทาน ทุกแห่งได้ตรวจสอบความพร้อม ประตูน้ำ อาคารชลประทาน มีระบบแจ้งเตือน และเตรียมการขุดลอกคลองต่างๆรองรับปริมาณน้ำได้มาก ไม่เกิดน้ำท่วมหนักเหมือนปี54
ทั้งนี้ศูนย์ติดตามและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านการเกษตร กระทรวงเกษตรฯ รายงานว่า ผลการปฏิบัติการฝนหลวง ตั้งแต่เริ่มตั้งหน่วยปฏิบัติการฝนหลวง เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธุ์ – 26 มิถุนายน 2559 เปิดหน่วยปฏิบัติการฝนหลวง จำนวน 16 หน่วย ได้แก่ หน่วยปฏิบัติการจังหวัดเชียงใหม่ พิษณุโลก ตาก นครสวรรค์ กาญจนบุรี ลพบุรี นครราชสีมา อุดรธานี ขอนแก่น อุบลราชธานี จันทบุรี สระแก้ว อำเภอหัวหิน ประจวบคีรีขันธ์ สุราษฎร์ธานี สงขลา และชุมพร ซึ่งปรับเป็นฐานเติมสารฝนหลวง 2 หน่วย ได้แก่ หน่วยปฏิบัติการจังหวัดนครสวรรค์ จันทบุรี และปิดหน่วยปฏิบัติการฝนหลวง 3 หน่วย ได้แก่ หน่วยปฏิบัติการอุดรธานี อำเภอหัวหิน ประจวบคีรีขันธ์ และสงขลา
ปัจจุบันเปิดหน่วยปฏิบัติการฝนหลวง จำนวน 11 หน่วย ได้แก่ หน่วยปฏิบัติการจังหวัดเชียงใหม่ พิษณุโลก ตาก กาญจนบุรี ลพบุรี นครราชสีมา ขอนแก่น อุบลราชธานี สระแก้ว สุราษฎร์ธานี และชุมพร
ผลการปฏิบัติการฝนหลวงประจำวันที่ 26 มิ.ย. 2559 มีการปฏิบัติการฝนหลวง 8 หน่วย ได้แก่ หน่วยฯ เชียงใหม่ พิษณุโลก ตาก กาญจนบุรี ลพบุรี นครราชสีมา ขอนแก่น และสระแก้ว จำนวน 28 เที่ยวบิน
สรุปผลรวมปฏิบัติการตั้งแต่เริ่มตั้งหน่วยปฏิบัติการฝนหลวง (15 ก.พ. - 26 มิ.ย. 2559) มีการขึ้นปฏิบัติการฝนหลวง จำนวน 115 วัน มีวันฝนตกจากการปฏิบัติการฝนหลวงคิดเป็น 93.8% ขึ้นปฏิบัติงานจำนวน 2,638 เที่ยวบิน (3,601:25 ชั่วโมงบิน) จังหวัดที่มีรายงานฝนตกรวม 70 จังหวัดและทำให้มีปริมาณน้ำไหลลงอ่างสะสม 456.014 ล้าน ลบ.ม.







