
กรุงไทยคุมเข้มเอ็นพีแอล กดดันสินเชื่อโตต่ำ
ธนาคารกรุงไทย ภายใต้การกุมบังเหียนของ วรภัค ธันยาวงษ์ ในช่วงเวลาเกือบ 4 ปี นับตั้งแต่เข้าดำรงตำแหน่งเมื่อวันที่ 8 พ.ย. 2555 ได้พลิกโฉมไปสู่ธนาคารแสนสะดวก พร้อมปรับโครงสร้างภายใน ตั้งสายงานเพิ่มเพื่อรองรับการขยายรายได้ ควบคู่กับการพัฒนาระบบคัดกรองสินเชื่อเพื่อควบคุมคุณภาพหนี้
ธนาคารกรุงไทย ภายใต้การกุมบังเหียนของ วรภัค ธันยาวงษ์ ในช่วงเวลาเกือบ 4 ปี นับตั้งแต่เข้าดำรงตำแหน่งเมื่อวันที่ 8 พ.ย. 2555 ได้พลิกโฉมไปสู่ธนาคารแสนสะดวก พร้อมปรับโครงสร้างภายใน ตั้งสายงานเพิ่มเพื่อรองรับการขยายรายได้ ควบคู่กับการพัฒนาระบบคัดกรองสินเชื่อเพื่อควบคุมคุณภาพหนี้
อย่างไรก็ตาม ผลของการปรับโครงสร้างยังเห็นผลไม่ชัดนัก เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจไม่เอื้ออำนวยต่อธุรกิจธนาคาร โดยเฉพาะในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ที่ต้องเผชิญปัญหาเฉพาะหน้า คือแก้หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ที่พุ่งสูงขึ้นต่อเนื่องมาถึงปี 2559
วรภัค เปิดเผยว่า ทิศทางเอ็นพีแอลของธนาคารยังมีแนวโน้มปรับขึ้น แม้จะขึ้นในอัตราชะลอลง ความเสี่ยงดังกล่าวทำให้ธนาคารไม่รุกขยายสินเชื่อมากนักในปีนี้ มุ่งเน้นการจัดการความเสี่ยงในภาวะที่เศรษฐกิจมีความไม่แน่นอน
ก่อนหน้านี้ ธนาคารมีการปรับเป้าหมายการเติบโตของสินเชื่อรวมจาก 1.5 เท่าของจีดีพี เหลือ 1 เท่าของจีดีพี ที่คาดว่าจะเติบโต 3% แต่ผ่านมาเกือบครึ่งปี เห็นว่าสินเชื่อรวมอาจไม่เป็นไปตามเป้าหมาย โดยคาดว่าสินเชื่อรวมอาจทรงตัว 0% หรืออยู่ที่ราว 2 ล้านล้านบาท เท่ากับสิ้นปีที่แล้ว หลังไตรมาสแรกติดลบ 1.83%
สำหรับปริมาณเอ็นพีแอลคาดว่าจะเพิ่มเป็นเลข 2 หลัก แต่ไม่ถึง 2 หมื่นล้านบาท เท่าปีที่แล้วที่มีเอ็นพีแอลรายใหญ่ 1 ราย โดยปัจจุบันกลุ่มหลักที่เป็นเอ็นพีแอลใหม่ คือ ลูกค้าธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) และลูกค้าปรับโครงสร้างหนี้ที่กลับมาเป็นเอ็นพีแอลใหม่ ส่วนลูกค้ารายย่อยมีน้อยลง
โดยตัวเลข ณ สิ้นไตรมาสแรกของปี 2559 ธนาคารกรุงไทยมีปริมาณเอ็นพีแอลทั้งสิ้น 85,467 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 18.9% ส่งผลให้สัดส่วนเอ็นพีแอลต่อสินเชื่อรวมอยู่ที่ 3.7% เพิ่มขึ้นจาก 3.2% เมื่อสิ้นปี 2558
วรภัค กล่าวว่า การตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญในช่วง 5 เดือนแรกนั้น ธนาคารตั้งสำรองเพิ่มขึ้นราว 30% จากสิ้นปีที่ผ่านมา โดยปีนี้ธนาคารได้เพิ่มสำรองต่อเดือนเป็น 1,000 ล้านบาท จากเดิมกำหนดไว้ที่เดือนละ 700 ล้านบาท
“ธนาคารกรุงไทยเน้นการดำเนินธุรกิจอย่างรอบคอบ หากมีความสามารถตั้งสำรองเพิ่มขึ้นได้ก็จะทำต่อเนื่องในช่วงที่เหลือของปี เพื่อรองรับความผันผวนของตลาด” วรภัค กล่าว
อย่างไรก็ตาม ธนาคารมีกำไรก่อนหักสำรองเป็นที่น่าพอใจ มีอัตราเติบโตสูงเป็นอันดับ 3 ของระบบ ซึ่งรายได้ของธนาคารยังเติบโต ทั้งรายได้ดอกเบี้ยที่มาจากลูกค้าเดิม ประกอบกับต้นทุนการเงินที่ลดลงตามอัตราดอกเบี้ย ทำให้ส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (นิม) เพิ่มขึ้นอยู่ที่ 2.88% ส่วนรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยเติบโตดีเป็นเลข 2 หลัก โดยสัดส่วนรายได้ค่าธรรมเนียมอยู่ที่ 30% ของรายได้รวม
ส่วนพร้อมเพย์ หรือระบบชำระเงินแห่งชาติตามนโยบายของรัฐบาลนั้น วรภัค ไม่กังวลว่าจะกระทบรายได้ด้านค่าธรรมเนียม เนื่องจากธนาคารสามารถประหยัดต้นทุนเงินสดได้ เป็นการชดเชยกัน แต่ปีนี้คงยังไม่เห็นผลการลดต้นทุนมากนัก เพราะต้องดูว่าการใช้แพร่หลายเร็วหรือไม่ แต่ส่วนตัวเชื่อว่าน่าจะเร็ว เห็นได้จากการขายลอตเตอรี่ ที่ขณะนี้ 90% ซื้อผ่านช่องทางที่ไม่ใช่สาขา
ทั้งนี้ ธนาคารกรุงไทยค่อนข้างได้เปรียบการโยกย้ายลูกค้าให้ทำธุรกรรมผ่านอิเล็กทรอนิกส์ (อี-เพย์เมนต์) หรือบริการพร้อมเพย์ เนื่องจากมีความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ ให้บริการรับชำระเงินผ่านธนาคาร ทำให้ลูกค้าคุ้นเคยกับอี-เพย์เมนต์ ล่าสุดธนาคารได้ร่วมมือกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ บริการชำระค่าปรับใบสั่งผ่านสาขาทั่วประเทศ คาดว่าจะมีผลเร็วๆ นี้
สำหรับฐานลูกค้าหลักของธนาคารยังเป็นหน่วยงานภาครัฐ สัดส่วนมากกว่า 50% จึงต้องเร่งขยายฐานลูกค้าภาคเอกชนมากขึ้น ผ่านบริการบริหารจัดการเงินเพื่อธุรกิจ (แคชแมเนจเมนต์) ทำให้สัดส่วนเงินฝากออมทรัพย์และกระแสรายวันเพิ่มขึ้น ส่งผลดีต่อการบริหารต้นทุนการเงิน
ภาพรวมทั้งหมดนี้ ทำให้เห็นว่า วรภัค พยายามวางระบบงานรับมืออี-เพย์เมนต์ และการคัดกรองคุณภาพหนี้ ก่อนอำลาตำแหน่งกรรมการผู้จัดการธนาคารกรุงไทย







