
โพลพลาดทองพุ่ง
โพลทุกสำนักของอังกฤษถูกตบหน้าอย่างรุนแรง หลังจากที่ประชามติของชาวอังกฤษออกมาแสดงพลังประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งพลังเงียบที่กลุ่มโพลสำรวจไม่ถึง โดยก่อนหน้าการลงประชามติเพียง 7 วัน ในช่วงนั้นโพลเกือบทุกสำนักออกมาระบุว่า อังกฤษจะยังคงอยู่ในอียูต่อไป ซึ่งชนะกันด้วยคะแนน 51% ต่อ 49% โดยประมาณ แต่แล้วสิ่งที่เกิดขึ้นในเช้าวันศุกร์ของไทย หลังจากนับคะแนนมติโหวตทั้งหมดจากประชาชนทั้งประเทศกว่า 30 ล้านคน พบว่าผลทางการที่ออกมาล่าสุด คือ ประชาชนต้องการให้อังกฤษออกจากอียู ชนะกันค่อนข้างมากพอสมควร คือ ประมาณ 3% ระหว่าง 51.9% และ 48.1% โดยที่ชนะกันมากกว่า 1 ล้านเสียง ไม่ถึงกับขาด แต่ก็ถือว่าเป็นเสียงข้างมากที่ประชาชนโหวตให้อังกฤษออกจากอียู
โพลทุกสำนักของอังกฤษถูกตบหน้าอย่างรุนแรง หลังจากที่ประชามติของชาวอังกฤษออกมาแสดงพลังประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งพลังเงียบที่กลุ่มโพลสำรวจไม่ถึง โดยก่อนหน้าการลงประชามติเพียง 7 วัน ในช่วงนั้นโพลเกือบทุกสำนักออกมาระบุว่า อังกฤษจะยังคงอยู่ในอียูต่อไป ซึ่งชนะกันด้วยคะแนน 51% ต่อ 49% โดยประมาณ แต่แล้วสิ่งที่เกิดขึ้นในเช้าวันศุกร์ของไทย หลังจากนับคะแนนมติโหวตทั้งหมดจากประชาชนทั้งประเทศกว่า 30 ล้านคน พบว่าผลทางการที่ออกมาล่าสุด คือ ประชาชนต้องการให้อังกฤษออกจากอียู ชนะกันค่อนข้างมากพอสมควร คือ ประมาณ 3% ระหว่าง 51.9% และ 48.1% โดยที่ชนะกันมากกว่า 1 ล้านเสียง ไม่ถึงกับขาด แต่ก็ถือว่าเป็นเสียงข้างมากที่ประชาชนโหวตให้อังกฤษออกจากอียู
สภาวะที่เกิดขึ้นอย่างรุนแรงตามมาคือตลาดการเงินทั่วโลกมีความผันผวน ค่าเงินปอนด์ตกลงกว่า 10% และค่าเงินยูโรเองก็ปรับตัวลงอย่างรุนแรงเช่นเดียวกัน ขณะที่ค่าเงินเหรียญสหรัฐปรับตัวแข็งค่าขึ้น ส่งผลให้มีแรงซื้อทองคำในฐานะ Safe-Haven อย่างรุนแรง ทองคำปรับตัวสูงขึ้นจากช่วง 1,265 เหรียญ ในคืนวันพฤหัสบดี ดีดขึ้นทีเดียวเกือบ 100 เหรียญ ก่อนที่จะกลับมาทรงตัวบริเวณ 1,315 เหรียญ ตลอดวัน
วิเคราะห์ผลกระทบในระยะกลางและระยะยาว
นักวิเคราะห์ทั่วโลกคาดการณ์ว่าผลกระทบต่อตลาดการเงินและการเมืองน่าจะไม่ใช่เพียงแค่นี้ โดยผลที่เกิดขึ้นทันทีคือ เดวิด คาเมรอน นายกรัฐมนตรีของอังกฤษ ประกาศลาออกจากตำแหน่งทันที หลังผลการทำประชามติเสร็จสิ้น
นอกจากนี้ ยังพบว่าหลายๆ ประเทศในสหภาพยุโรปเริ่มใช้วิถีทางทาง การเมือง ว่าจะให้ประชาชนโหวตว่าจะอยู่หรือออกจากอียูกันเป็นแถว เช่น ฝรั่งเศสและเนเธอร์แลนด์ ผลที่จะตามมาต่อตลาดการเงินของโลกคือความผันผวนไม่แน่นอนของค่าเงินยูโร รวมทั้งเสถียรภาพของเงินยูโร และอาจส่งผลต่อเนื่องไปยังการเข้าช่วยเหลือประเทศที่มีปัญหาของยูโรโซนในกลุ่ม PIGS ซึ่งหากขาดเจ้าภาพรายใหญ่ที่คอยค้ำจุนอียูในขณะนี้ ก็อาจทำให้อียูแตกเป็นเสี่ยงๆ ได้ในที่สุด เพราะคงไม่มีประเทศใดต้องการอยู่ภายใต้อาณัติของอียู ในขณะที่ภาวะเศรษฐกิจของตนเองก็ไม่ดีนัก เงินนอกจากต้องนำไปช่วยประเทศในอียูแล้ว ยังมีค่าใช้จ่ายต่างๆ ในการรับผู้อพยพ ซึ่งสร้างค่าใช้จ่ายและปัญหาต่างๆ ทั้งทางการเมืองและสังคมแก่ประเทศนั้นๆ แน่นอนว่าผลทั้งหมดย่อมส่งผลไปที่สหรัฐและค่าเงินเหรียญสหรัฐ ทำให้นักวิเคราะห์หลายสำนักมองว่าเฟดน่าจะไม่สามารถขึ้นอัตราดอกเบี้ยได้ในเดือน ก.ค.นี้ และยังวิเคราะห์มองไปไกลถึงน่าจะขึ้นไม่ได้ไปทั้งปีนี้ด้วยซ้ำ
วิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานทองคำ
โดยภาพรวมของปัจจัยพื้นฐาน ทองคำเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและกะทันหัน ในสภาวะตลาดเช่นนี้ ทองคำกลับมาเป็น Safe-Haven ได้อย่างสง่างาม ปัจจัยทางด้านพื้นฐานกลับมาเอื้อต่อการขึ้นของราคาทองคำอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมีโอกาสเป็นปัจจัยบวกตลอดทั้งปีในระยะยาวด้วยซ้ำ อันจะเห็นได้ว่ากองทุน SPDR ซึ่งเป็นผู้ซื้อทองคำรายใหญ่ในระดับโลก ขนาดทำกำไรไปอย่างมากเพราะต้นทุนส่วนใหญ่อยู่ที่ระดับ 1,200 เหรียญสหรัฐ แต่ในวันศุกร์ที่ผ่านมาซึ่งราคาทองคำอยู่ที่ 1,300 เหรียญสหรัฐ กองทุน SPDR ก็ยังเข้าซื้อทองคำต่อเนื่องเข้าไปอีก 18.41 ตัน และรวมทั้งประชาชนชาวอังกฤษเริ่มแห่ซื้อทองคำด้วยความตื่นตระหนกอีกกว่า 1,000 ล้านปอนด์
วิเคราะห์ราคาทองคำทางเทคนิค
ในเชิงเทคนิคราคาทองคำจบสิ้นแนวโน้มขาลงในระยะสั้น ซึ่งถูกกดดันโดยโพลจากสำนักต่างๆ ที่รายงานว่า อังกฤษมีโอกาสอยู่ในอียูต่อไปมากกว่าที่จะออกจากอียู ทำให้วิเคราะห์ได้ว่าในระยะกลางและระยะยาวทองคำจะกลับเป็นแนวโน้มขาขึ้น โดยมีแนวรับในระยะสั้นอยู่ที่ระดับ 1,300 เหรียญสหรัฐ และมีแนวต้านสำคัญที่ระดับ 1,355 เหรียญ โดยคาดว่าในสัปดาห์นี้ราคาทองคำน่าจะมีโอกาสปรับตัวขึ้นสู่จุดสูงสุดเดิมที่ระดับ 1,355 เหรียญสหรัฐได้ สำหรับภาพกราฟรายสัปดาห์เองก็กลับมายืนยันทิศทางขาขึ้น หลังจากทดสอบเส้นค่าเฉลี่ย 30 วันแล้วสามารถรับไว้ได้
สรุปได้ว่า การลงทุนในทองคำ ณ ขณะนี้ถือว่ามีความน่าสนใจอย่างที่สุดในบรรดาสินทรัพย์ทั้งหลาย อย่างไรก็ดียังมีข้อจำกัดอยู่ที่ความเสี่ยงและความผันผวนที่เกิดขึ้นอย่างรุนแรงในตลาด นักลงทุนหลายท่านถูก Force Close หรือ Call Margin ซึ่งเป็นเรื่องที่นักลงทุนต้องเข้าใจและบริหารพอร์ตการลงทุนของตนเองให้มีความสมดุลและเหมาะสมต่อสภาพตลาด คำว่าสมดุลในที่นี้ คือการที่จะไม่ใช่ Margin สูงเกินไป หรือในทางกลับกัน คือไม่ใช้ Leverage มากนัก ซึ่งจะทำให้การลงทุนมีความสมดุลและปลอดภัย นอกจากนี้การรับสภาวะขาดทุนแต่น้อยในช่วงต้น ย่อมดีกว่าปล่อยให้เกิดสภาวะขาดทุนมากและสะสมไปเรื่อยๆ จนเกิดความเสียหายอย่างรุนแรงต่อการลงทุน







