
ระดมติดอีดีซีรับอี-เพย์เมนต์
ธนาคารกรุงเทพยัน การแบ่งค่ายอีดีซีพูลเป็น 2 ราย ไม่กระทบกับแผนการถือหุ้นทีพีเอ็นของอีก 3 ธนาคารใหญ่และไอทีเอ็มเอ๊กซ์
ธนาคารกรุงเทพยัน การแบ่งค่ายอีดีซีพูลเป็น 2 ราย ไม่กระทบกับแผนการถือหุ้นทีพีเอ็นของอีก 3 ธนาคารใหญ่และไอทีเอ็มเอ๊กซ์
นายโชค ณ ระนอง ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ เปิดเผยว่า แผนการเพิ่มผู้ถือหุ้นในบริษัท ไทย เพย์เมนต์ เน็ตเวิร์ก (ทีพีเอ็น) ยังไม่เปลี่ยนแปลง โดยธนาคารใหญ่ 3 ราย คือ ธนาคารกรุงไทย ไทยพาณิชย์ และกสิกรไทย ยังมีความประสงค์สนับสนุนทีพีเอ็นร่วมกันอยู่ รวมทั้งจะมีบริษัท เนชั่นแนล ไอทีเอ็มเอ๊กซ์ เข้าร่วมด้วย
อย่างไรก็ดี ขณะนี้แต่ละธนาคารกำลังอยู่ในกระบวนการพิจารณาภายในอยู่ เนื่องจากหลักเกณฑ์เกี่ยวกับระบบชำระเงินในประเทศ (Local Card Scheme) ยังไม่ประกาศออกมาอย่างชัดเจน แต่คาดว่ากระบวนการภายในน่าจะแล้วเสร็จภายใน 30 วัน ซึ่งต้องรอผลสรุป ท้ายสุดพันธมิตรอาจจะไม่ถึงกับต้องเข้ามาถือหุ้น อาจจะเป็นความร่วมมือกันออกบัตรก็ได้
“การจะรวมตัวกันนั้น มีเรื่องหลายเรื่องที่ต้องตกลงร่วมกันให้ได้ ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย เช่น หากบอกว่าลงทุนร่วมกัน ต้องตกลงว่าใครจะลงทุนเท่าไร ทุกคนลงทุนเท่ากันหรือเปล่า แล้วเวลาติดตั้งแบ่งกันยังไง โดยสำหรับธนาคารกรุงเทพเรามีระบบพื้นฐานรองรับอยู่มากแล้ว” นายโชค กล่าว
ทั้งนี้ ภายหลังการตั้งบริษัท ทีพีเอ็น ทำให้มีการแบ่งค่ายอีดีซีพูล (ระบบเครื่องรับบัตรเครดิตและบัตรเดบิต) ออกเป็น 2 ราย คือ ค่ายธนาคารกรุงเทพ ร่วมกับ ธนาคารกสิกรไทย ของบริษัท เนชั่นแนลไอทีเอ็มเอ๊กซ์ ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนของธนาคารพาณิชย์ 6 แห่ง และบริษัท ทีพีเอ็น ซึ่งเป็นเรื่องของการกระจายเครื่องอีดีซี เป็นคนละส่วนกับระบบชำระเงินของประเทศภายใต้ทีพีเอ็น แต่ธนาคารกรุงเทพและกสิกรไทยจะยึดแนวทางของทีพีเอ็น คิดค่าธรรมเนียมร้านค้า 0.75% ถูกกว่าปัจจุบันที่เก็บ 1.5-2%
สำหรับธนาคารกรุงเทพและธนาคารกสิกรไทย มีส่วนแบ่งการตลาดปริมาณธุรกรรมผ่านเครื่องอีดีซี 75% ของการใช้จ่าย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นบัตรเครดิต ส่วนการใช้จ่ายผ่านบัตรเดบิตปัจจุบันยังมีปริมาณน้อย ซึ่งนโยบายอี-เพย์เมนต์ของรัฐบาลน่าจะทำให้สัดส่วนการใช้จ่ายผ่านบัตรเดบิตเพิ่มขึ้น ซึ่งการรับบัตรใช้ระบบเดียวกับบัตรเครดิต
นายโชค กล่าวว่า พร้อมเข้าร่วมประมูลโครงการกระจายจุดรับบัตรทั่วประเทศของรัฐบาล เบื้องต้นคาดว่าจะอนุญาตให้มีผู้ดำเนินการ 2 ราย เพื่อให้การวางเครื่องครอบคลุมร้านค้าที่รับเงินสดโดยไม่วางซ้ำซ้อน ซึ่งหน่วยงานราชการและร้านค้านิติบุคคลที่จดทะเบียนกับกระทรวงพาณิชย์เป็นเป้าหมายหลักที่ต้องวางเครื่องอีดีซี
สำหรับร้านที่ไม่ได้จดทะเบียนต้องแล้วแต่ความสมัครใจ ขณะที่ธนาคารพิจารณารอบคอบให้มั่นใจว่าร้านค้าที่จะวางเครื่องอีดีซีนั้นมีธุรกรรมเกิดขึ้นจริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางการมีแนวคิดงดเก็บค่าเครื่องอีดีซีกับร้านค้ารายย่อย จึงถือเป็นการลงทุนของธนาคารที่ต้องคุ้มค่า ซึ่งต้องอาศัยมาตรการจูงใจของภาครัฐเพื่อให้การชำระเงินอี-เพย์เมนต์แพร่หลาย







