แบงก์ถกค่าธรรมเนียม
สมาคมธนาคารไทย คาดได้ข้อสรุปค่าธรรมเนียมเอนี่ไอดีสัปดาห์หน้า ย้ำโมบาย-อินเทอร์เน็ตแบงก์ลดแน่
สมาคมธนาคารไทย คาดได้ข้อสรุปค่าธรรมเนียมเอนี่ไอดีสัปดาห์หน้า ย้ำโมบาย-อินเทอร์เน็ตแบงก์ลดแน่
นายปรีดี ดาวฉาย กรรมการผู้จัดการธนาคารกสิกรไทย ในฐานะประธานสมาคมธนาคารไทย เปิดเผยว่า ธนาคารพาณิชย์ที่เป็นสมาชิกสมาคมกำลังเร่งหารือการปรับโครงสร้างค่าธรรมเนียมให้ได้ข้อสรุปภายในสัปดาห์หน้า และจะเสนอให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) พิจารณา คาดว่า ทันการเปิดให้ประชาชนลงทะเบียน เอนี่ไอดีในวันที่ 15 ก.ค.นี้
ทั้งนี้ ค่าธรรมเนียมธุรกรรมการเงินผ่านเอนี่ไอดีจะถูกปรับปรุงให้เหมาะสม โดยเบื้องต้นธุรกรรมผ่านช่องทางดิจิทัล ทั้งโมบายแบงก์กิ้งและอินเทอร์เน็ตแบงก์กิ้ง ค่าธรรมเนียมจะปรับลดลงก่อน เช่น ค่าโอนเงิน ชาระเงิน เป็นต้น แต่ยังบอกไม่ได้ว่าเท่าไหร่ ซึ่งโครงสร้างค่าธรรมเนียมจะแยกกันชัดเจน ระหว่างค่าธรรมเนียมที่คิดกับธุรกิจกับของผู้บริโภค
อย่างไรก็ตาม ค่าธรรมเนียมเอนี่ ไอดีจะเปลี่ยนแปลงก่อน แต่สำหรับค่าธรรมเนียมช่องทางอื่น เช่น เอทีเอ็มยังเก็บในอัตราปกติไม่เปลี่ยนแปลงทันที แม้ตามโครงสร้างใหม่จะยึดหลักเกณฑ์การกำหนดค่าธรรมเนียมที่สอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริง ซึ่งธุรกรรมในช่องทางใดที่เกี่ยวข้องกับเงินสดก็ต้องมีต้นทุนในการบริหารเงินสูงอยู่
"การปรับค่าธรรมเนียมขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เป็นเรื่องที่ธนาคารพาณิชย์ต้องคุยกันเองว่าจะปรับตรงไหน อัตราเท่าใดจึงจะเหมาะสม โดยบริการแต่ละประเภทของธนาคารพาณิชย์ มีต้นทุนที่ผสมผสานกัน ไม่สามารถแยกว่าบริการใดมีต้นทุนเท่าไหร่อย่างชัดเจน สำหรับ ธปท.จะดูในระดับนโยบายอีกที" นายปรีดี กล่าว
แหล่งข่าวจากสมาคมธนาคารไทย เปิดเผยว่า ขณะนี้ธนาคารต่างๆ ยังไม่สามารถตกลงกันได้ว่าจะกำหนดค่าธรรมเนียมอย่างไร เพราะมีคนได้และมีคนเสีย ธนาคารใหญ่ที่มีฐานลูกค้ามากเครือข่ายเยอะกลัวเสียเปรียบ เพราะรายได้จากค่าธรรมเนียมที่เป็นสัดส่วนสูงของกำไรจะลดลงจนใกล้จะถึงวันใช้ระบบชาระเงินแห่งชาติแล้ว ซึ่งโดยหลักการที่ธนาคารแห่งประเทศไทย ให้ไว้คือค่าธรรมเนียมบริการทางอิเล็กทรอนิกส์จะต้องต่ำกว่า เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนใช้บริการให้มากขึ้น
ทั้งนี้ จากการศึกษาของสมาคมพบว่า หากประเทศไทยสามารถลดการใช้เงินสดได้ 30% ระบบธนาคารไทยจะสามารถประหยัดต้นทุนได้ถึง 1.6-1.8 แสนล้านบาท ภายในระยะเวลา 10 ปี จากการประหยัดต้นทุนการขนเงิน ขนเช็ค จัดการเงินสดต่างๆ ค่าธรรมเนียมจากการทำธุรกรรมเดิมๆ จะหายไปประมาณ 2 หมื่นล้านบาท แต่กำไรสุทธิของระบบธนาคารจะดีขึ้น 8-9 หมื่นล้านบาท หรือเฉลี่ยปีละ 1 หมื่นล้านบาท เนื่องจากจะมีรายได้ใหม่ๆ จากค่าธรรมเนียมเข้ามาในอนาคต







