
บลจ.ถูกซื้อกิจการ นักลงทุนควรทำอย่างไร?
ผ่านไปแล้ว 5 เดือนเต็มสำหรับการลงทุนประจำปี 2559 นี้ซึ่งเท่าที่ผมสังเกตดูบรรยากาศในการลงทุนยังคงดูไม่ค่อยคึกคักเท่าที่ควร ซึ่งสวนทางกับภาวะตลาดหุ้นไทยที่ยังคงปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยปีดัชนี SET Index บวกมาแล้ว 10.58% (ข้อมูล ณ วันที่ 31 พ.ค. 2559) ส่วนบรรยากาศการลงทุนในอุตสาหกรรมกองทุนรวมนั้นก็ยังถือว่าสามารถเติบโตไปได้อย่างต่อเนื่อง ถึงแม้ว่าจะไม่ได้หวือหวามากนักก็ตาม
ผ่านไปแล้ว 5 เดือนเต็มสำหรับการลงทุนประจำปี 2559 นี้ซึ่งเท่าที่ผมสังเกตดูบรรยากาศในการลงทุนยังคงดูไม่ค่อยคึกคักเท่าที่ควร ซึ่งสวนทางกับภาวะตลาดหุ้นไทยที่ยังคงปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยปีดัชนี SET Index บวกมาแล้ว 10.58% (ข้อมูล ณ วันที่ 31 พ.ค. 2559) ส่วนบรรยากาศการลงทุนในอุตสาหกรรมกองทุนรวมนั้นก็ยังถือว่าสามารถเติบโตไปได้อย่างต่อเนื่อง ถึงแม้ว่าจะไม่ได้หวือหวามากนักก็ตาม
และหากพูดถึงอุตสาหกรรมกองทุนรวม ผมเชื่อว่าผู้ลงทุนหลายท่านคงได้ยินข่าวเกี่ยวกับการควบรวมกิจการของบรรดาบริษัทจัดการลงทุน (บลจ.) ต่างๆ กันอย่างมากมายตลอดระยะเวลา 2-3 ปีที่ผ่านมา รวมไปถึงล่าสุดที่มีข่าวออกมาว่า บลจ.แห่งหนึ่งกำลังจะถูกซื้อกิจการหรือควบรวมในเร็วๆ นี้ด้วยเช่นกัน
คำถามที่ตามก็คือ ถ้า บลจ.เกิดการควบรวมหรือปิดกิจการขึ้นมา สถานะของกองทุนรวมที่ บลจ.นั้นบริหารอยู่จะเป็นอย่างไร แล้วเราในฐานะที่เป็นนักลงทุนลงทุนในกองทุนนั้นๆ อยู่ควรปฏิบัติตัวอย่างไร
ก่อนอื่นเรามาเริ่มกันที่สถานภาพของกองทุนรวมกันก่อน ทราบหรือไม่ครับว่า กองทุนรวมนั้นมีการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลแยกออกมาจาก บลจ. ซึ่งนั่นหมายความว่า กองทุนรวมแต่ละกองทุนนั้นมีสถานะแยกขาดออกมาจาก บลจ. ดังนั้นผลการดำเนินงาน งบกำไรขาดทุน หรือบัญชีต่างๆ นั้นก็แยกออกจากกันด้วยเช่นกัน เมื่อเป็นเช่นนี้เมื่อเกิดเหตุการณ์ อาทิ บลจ.มีผลการดำเนินงานขาดทุน จนอาจจะต้องปิดตัวลงหรือมีการเข้าซื้อกิจการหรือควบรวมเกิดขึ้นนั้น ไม่ได้หมายความว่ากองทุนที่อยู่ภายใต้การบริหารจะต้องถูกปิดตัวตามไปด้วย
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงนั้น ในกรณีที่ บลจ.ถูกซื้อกิจการนั้น โดยปกติแล้วผู้ที่มาซื้อก็จะทำการรับเอากองทุนทั้งหมดที่ บลจ.นั้นๆ บริหารอยู่ไปบริหารซึ่งก็อาจจะมีการดำเนินงานเปลี่ยนชื่อกองทุนและรายละเอียดของโครงการต่อไป แต่กองทุนยังคงมีสถานะที่ดำเนินการอยู่ต่อไปได้ ซึ่งในกรณีนี้ก็ถือเป็นกรณีปกติที่เราเคยเห็นกันมา
แต่สิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นได้และได้เกิดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ก็คือ ผู้ที่มาซื้อกิจการนั้นตัดสินใจไม่รับเอากองทุนไปบริหารต่อ ทำให้ บลจ.ที่บริหารกองทุนรวมนั้นๆ ต้องทำการดำเนินการขอมติผู้ถือหน่วยเพื่อที่จะทำการตัดสินใจว่าจะมีการย้ายกองทุนไปให้ บลจ.อื่นที่สนใจนำไปบริหารต่อ หรือจะทำการปิดกองทุนลง
ซึ่งถ้ากองทุนไม่มีผู้สนใจมารับไปบริหารต่อ (ทั้งนี้ต้องขอความเห็นชอบจากผู้ถือหน่วยก่อน) จนทำให้ผู้ถือหน่วยเสียงข้างมากมีมติเห็นชอบให้ปิดกองทุนนั้นๆ ลง ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อผู้ถือหน่วยก็คือ ผู้ถือหน่วยสามารถขายหน่วยลงทุนออกก่อนวันที่กำหนดหรือถ้าไม่ ท่านจะต้องถูกบังคับขายในวันที่กองทุนปิดตัวลงซึ่งแน่นอนว่ามีผลกระทบต่อผลกำไรและขาดทุนของท่านนักลงทุนอย่างหลีกเลี่ยง
ไม่ได้ หมายความว่า ไม่ว่าราคา NAV จะปิดที่เท่าไร ณ วันนั้น นั่นจะเป็นราคาหน่วยลงทุนที่ท่านได้รับจากการถูกบังคับขาย ซึ่งตรงนี้ถือเป็นความเสี่ยงอีกอย่างหนึ่งที่เพิ่มเติมขึ้นมา ซึ่งท่านอาจจะยังขาดทุนหรือกำไรก็เป็นได้
แล้วนักลงทุนจะป้องกันความเสี่ยงตรงนี้อย่างไร ตรงจุดนี้เบื้องต้นนักลงทุนสามารถทำการวิเคราะห์และพิจารณาจากชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือของบริษัทจัดการลงทุนหรืออาจจะมองไปถึงสถานะของบริษัทแม่ (Parent) ด้วยเลยก็ได้ ซึ่งก็เป็นหนึ่งในหลักการที่ทางนักวิเคราะห์กองทุนของ Morningstar ใช้เป็นเกณฑ์วิเคราะห์กองทุนรวม จากทั้งหมด 5 องค์ประกอบหลัก ได้แก่
1.People = ผู้จัดการกองทุน
2.Parent = บริษัทจัดการลงทุนและบริษัทแม่
3.Performance = ผลการดำเนินงานทั้งในส่วนของผลตอบแทนและความเสี่ยง
4.Price = ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายต่างๆ
5.Process = หลักการ ปรัชญา และวิธีการในการลงทุน
และท้ายนี้สิ่งที่อยากให้ผู้ลงทุนศึกษาเพิ่มเติมนั้นก็คือ ข้อกำหนดในการปิดกองทุนต่างๆ ตามหลักเกณฑ์อื่นๆ ที่ได้กำหนดไว้ซึ่งมีอยู่หลากหลายสถานการณ์ ดังนั้นข้อมูลตรงจุดนี้จึงเป็นอีกหนึ่งส่วนที่สำคัญสำหรับการลงทุนในกองทุนรวม







