posttoday
‘ธปท.’มองโอกาสขยายสาขาในเอเชีย ของธนาคารพาณิชย์ไทยเริ่มตัน

‘ธปท.’มองโอกาสขยายสาขาในเอเชีย ของธนาคารพาณิชย์ไทยเริ่มตัน

03 มิถุนายน 2559

เมื่อวันที่ 1 มิ.ย.ที่ผ่านมา วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษถึงโอกาสในธุรกิจภาคการเงินจากความเชื่อมโยงของประชาคมอาเซียน ต่อสมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทย (เอฟซีซีที) โดยผู้ว่าการ ธปท. ได้กล่าวตอนหนึ่งว่า ในขณะนี้ธนาคารพาณิชย์รายใหม่จะเผชิญปัญหาหลายด้านในการขยายตลาดระหว่างประเทศ ปัจจัยลบที่สำคัญคือ ธนาคารท้องถิ่นภายในแต่ละประเทศพัฒนาไปอย่างมาก มีการใช้นวัตกรรมใหม่ๆ เสริมสร้างความแข็งแกร่งภาคธนาคาร ทำให้คู่แข่งจากต่างประเทศเข้าไปแข่งขันได้ยาก ซึ่งเป็นลักษณะเช่นนี้เหมือนกันทั่วโลก

เมื่อวันที่ 1 มิ.ย.ที่ผ่านมา วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษถึงโอกาสในธุรกิจภาคการเงินจากความเชื่อมโยงของประชาคมอาเซียน ต่อสมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทย (เอฟซีซีที) โดยผู้ว่าการ ธปท. ได้กล่าวตอนหนึ่งว่า ในขณะนี้ธนาคารพาณิชย์รายใหม่จะเผชิญปัญหาหลายด้านในการขยายตลาดระหว่างประเทศ ปัจจัยลบที่สำคัญคือ ธนาคารท้องถิ่นภายในแต่ละประเทศพัฒนาไปอย่างมาก มีการใช้นวัตกรรมใหม่ๆ เสริมสร้างความแข็งแกร่งภาคธนาคาร ทำให้คู่แข่งจากต่างประเทศเข้าไปแข่งขันได้ยาก ซึ่งเป็นลักษณะเช่นนี้เหมือนกันทั่วโลก

“ธนาคารต่างชาติที่จะเข้ามาขยายตลาดไทยก็เผชิญปัญหานี้เช่นกัน” ผู้ว่าการ ธปท. กล่าว

ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาจากยุทธศาสตร์การขยายธุรกิจต่างประเทศ จะเห็นได้ว่าธนาคารไทยจะพิจารณาโอกาสทางธุรกิจ และการจัดสรรทรัพยากรเป็นปัจจัยสำคัญ ในอดีตธนาคารที่มีพื้นฐานแข็งแกร่งแล้ว อย่างธนาคารกรุงเทพ ก็ถือเป็นธนาคารที่บุกเบิกการขยายสำนักงานตัวแทนและสาขาในประเทศอื่นๆ ทั่วเอเชีย ส่วนใหญ่ค่อนข้างเป็นตลาดที่เฉพาะเจาะจง แต่สำหรับธุรกิจธนาคารรายใหม่ๆ นั้น จะเผชิญปัญหาหลายอย่างในการจะขยายตลาดระหว่างประเทศ

วิรไท ระบุว่า การขยายตลาดของภาคธนาคารไทยเข้าไปสู่ประเทศอื่นๆ ในอาเซียนอาจจะไม่ได้รุกอย่างหนัก เหมือนสิงคโปร์หรือมาเลเซียเมื่อช่วงหลายสิบปีก่อน อย่างไรก็ตาม ภาคธุรกิจธนาคารก็ยังมีการขยายตัวบ้างในรูปแบบของการขยายสาขา โดยในปัจจุบันมีการตั้งสาขาของธนาคารไทยอยู่ราว 30 สาขาในประเทศเพื่อนบ้าน

ปัญหาอีกประการมาจากข้อจำกัดที่เพิ่มมากขึ้นของกฎระเบียบการทำธุรกรรมข้ามชาติ ซึ่งเกิดขึ้นทั่วโลก และกลายเป็นต้นทุนสำหรับธนาคารที่จะขยายธุรกิจเข้าไปในประเทศอื่นๆ

“หลายฝ่ายอาจจะพูดได้ว่า ธุรกิจธนาคารไทยอาจจะตกรางรถไฟไปแล้วสำหรับโอกาสการขยายธุรกิจอย่างแข็งกร้าวในภูมิภาค เพราะในช่วงก่อนหน้านี้สักสิบปีที่แล้วน่าจะเป็นโอกาสการขยายธุรกิจ มากกว่าตอนนี้ เนื่องจากอาเซียนเพิ่งจะฟื้นตัวมาได้จากวิกฤตเศรษฐกิจปี 1997” วิรไท กล่าว

นอกจากนี้ วิรไท ระบุว่า การบูรณาการของภาคการเงินในอาเซียนในระยะยาว หรือ 15-20 ปีข้างหน้า ขึ้นอยู่กับความรวดเร็วในการปรับใช้และปรับปรุงนวัตกรรมทางการเงิน

ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวว่า อาเซียนไม่น่าจะใช้ระบบสกุลเงินร่วมแบบเดียวกับในสหภาพยุโรป (ซิงเกิ้ล เคอเรนซี่) เนื่องจากลักษณะภายในของเศรษฐกิจแต่ละประเทศในอาเซียนมีความหลากหลายและแตกต่างกันมากเกินไป แต่จะเน้นไปที่การเสริมสร้างความเชื่อมโยงเพื่อให้ง่ายต่อการใช้สกุลเงินท้องถิ่นของแต่ละประเทศ และลดค่าใช้จ่ายในการทำธุรกรรมระหว่างประเทศในภูมิภาค โดยในขณะนี้ประเทศอาเซียนก็พยายามผลักดันความร่วมมือและความเชื่อมโยงระหว่างหน่วยงาน รวมถึงธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกรรมข้ามพรมแดน

อย่างไรก็ดี ก่อนหน้านี้ ธปท.ได้มีการประกาศการใช้หลักเกณฑ์การเปิดเผยข้อมูลบริการทางการเงิน สำหรับธุรกรรมการค้าระหว่างประเทศ (Principles for Product Transparency and Disclosure on Cross-Border Trade Settlement) โดยธนาคารกลาง 10 ประเทศในกลุ่มอาเซียนร่วมกันพัฒนาระบบการชำระเงินของแต่ละประเทศในกลุ่มให้พร้อมรองรับการรวมตัวทางการเงินของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ซึ่งจะสนับสนุนจากประเทศสมาชิกเป็นสำคัญที่จะสนับสนุน ให้บริการด้านการชำระเงินระหว่างประเทศมีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ ผู้ว่าการ ธปท.ได้กล่าวถึงภาพรวมเศรษฐกิจไทยว่าอยู่ในช่วงกำลังฟื้นตัวขึ้นอย่างช้าๆ ในลักษณะเดียวกับประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่อื่นๆ โดยปัจจัยหลักที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและความผันผวนของตลาดทุนไทยส่วนใหญ่มาจากปัจจัยภายนอก เช่น ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ตกต่ำ ความผันผวนในตลาดทุนโลกเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา รวมทั้งนโยบายจากบรรดาประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่

ข่าวล่าสุด

ทีทีบีเตือนยุค AI งานซ้ำเสี่ยงหาย เร่งสร้างทักษะใหม่

ทีทีบีเตือนยุค AI งานซ้ำเสี่ยงหาย เร่งสร้างทักษะใหม่