
หนุนประชารัฐลุ่มน้ำโขง
ยูเอ็นหนุนแนวทางประชารัฐพัฒนาเศรษฐกิจลุ่มน้ำโขง ยกระดับผู้ประกอบการรายย่อย
ยูเอ็นหนุนแนวทางประชารัฐพัฒนาเศรษฐกิจลุ่มน้ำโขง ยกระดับผู้ประกอบการรายย่อย
นายเดวิด ฮิวช์ แจคสัน ผู้บริหารกองทุนพัฒนาเงินทุนแห่งสหประชาชาติ (UNCDF) เปิดเผยว่า ประเทศกำลังพัฒนาอย่างกลุ่มลุ่มน้ำโขงมีการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง จากเม็ดเงินลงทุนและการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐจนเกิดผู้ประกอบการหน้าใหม่มากมาย แต่ส่วนใหญ่ยังขาดคุณภาพและความรู้ทางการตลาดจนเสียเปรียบด้านการแข่งขันดังนั้นสมาชิกแต่ละประเทศควรร่วมมือกันพัฒนายุทธศาสตร์การค้าลุ่มน้ำโขงเพื่อสนับสนุนให้เกิดผู้ประกอบการรายย่อยที่แข็งแกร่งให้เกิดขึ้นอย่างยั่งยืน
ทั้งนี้ รัฐและเอกชนต้องร่วมมือกันพัฒนาโครงการส่งเสริมการลงทุน ทั้งในด้านการขนส่งสินค้าและการเก็บรักษาสินค้าให้สามารถเข้าถึงพื้นที่ห่างไกล เพื่อสร้างความสมดุลของพื้นที่เศรษฐกิจในประเทศ ทั้งยังต้องปรับปรุงสภาพแวดล้อมการลงทุนในอาเซียนของประเทศลุ่มน้ำโขงให้เชื่อมโยงกันมากขึ้น เพราะแต่ละประเทศต่างแข่งขันกันด้านการดึงดูดนักลงทุนจนขาดจุดเชื่อมต่อของเส้นทางการเงินที่จะกระจายเข้าสู่ประเทศเพื่อนบ้าน ดังนั้นจึงไม่ควรแข่งขันกันด้านสิทธิทางการลงทุนของแต่ละประเทศเพียงอย่างเดียว
“ประเทศกลุ่มลุ่มน้ำโขงยังไม่ได้รับการส่งเสริมจากภาครัฐเท่าที่ควร เงินงบประมาณเข้าไม่ถึงผู้ประกอบการรายย่อย ทำให้พัฒนาได้ไม่เต็มที่ ขณะที่การพึ่งพารายได้จากการส่งออกอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะยกระดับประเทศให้ก้าวสู่ประเทศพัฒนาแล้ว เศรษฐกิจที่แข็งแกร่งต้องเกิดจากการขับเคลื่อนผู้ประกอบการรายย่อย” นายแจคสัน กล่าว
นอกจากนี้ เขตเศรษฐกิจพิเศษถือเป็นอีกพื้นที่ที่โครงการประชารัฐต้องให้ความสำคัญกับผู้ประกอบการรายย่อย โดยเฉพาะการปล่อยสินเชื่อไมโครไฟแนนซ์กระตุ้นให้เศรษฐกิจคึกคัก เพื่อเป็นใบเบิกทางของเอสเอ็มอีท้องถิ่นตลอดจนเพิ่มการจ้างงานในพื้นที่ นอกจากเงินทุนแล้วยังต้องสนับสนุนเอสเอ็มอีด้านโลจิสติกส์ในพื้นที่ให้เกิดการยกระดับกระบวนการขนส่งและเก็บรักษาสินค้าให้ใกล้เคียงกับมาตรฐานสากล เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันกับบริษัทต่างชาติ
นางสุทธิยา จันทวรางกูร เจ้าหน้าที่องค์การสหประชาชาติประจำประเทศไทย กล่าวเสริมว่า รัฐบาลท้องถิ่นมีส่วนสำคัญอย่างมากในการผลักดันโครงการพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ ทั้งยังมีบทบาทด้านการซ่อมบำรุงตลอดจนการควบคุมกิจการในพื้นที่อีกด้วย ซึ่งรัฐบาลท้องถิ่นต้องเร่งการทำประชารัฐหรือสร้างความร่วมมือแบบพีพีพี (PPP) ร่วมกับเอกชนและสถาบันการเงิน เพื่อเร่งอัดฉีดงบประมาณเข้าไปพัฒนาพื้นที่ให้เอื้อต่อการลงทุนทั้งการเดินทาง สิ่งแวดล้อม พลังงานและอาหาร เช่น การก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังน้ำขนาดเล็กที่ใช้เงินทุนไม่สูง แต่อำนวยความสะดวกให้กับการทำธุรกิจในพื้นที่ได้หลากหลาย
นายกอง จันทร สมาชิกคณะกรรมการแห่งชาติสำหรับการพัฒนาประชาธิปไตยของชาติย่อยในกัมพูชา (NCDD Cambodia) กล่าวว่า ปัญหาของโครงการพัฒนาเศรษฐกิจภูมิภาคลุ่มน้ำโขงอยู่ที่จำนวนของโครงการ ซึ่งมีเพียงครึ่งเดียวที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลและสถาบันการเงินโดยตรง และอีกครึ่งอยู่ในรูปแบบรัฐบาลร่วมกับเอกชนหรือพีพีพี ทำให้ติดขัดเรื่องนโยบายการทำงานในแต่ละประเทศ จนเกิดความล่าช้าไม่เกิดความเชื่อมโยงตามแนวชายแดน โดยเฉพาะโครงการระดับเล็กของผู้ประกอบการรายย่อยที่มีความสำคัญในการสร้างเครือข่ายเศรษฐกิจลุ่มน้ำโขง
ขณะที่ นายพุทธศร พรหมวิเศษ สมาชิกสภาหอการค้าและอุตสาหกรรมแห่งประเทศลาว กล่าวว่า ลาวขาดศักยภาพในการแข่งขันกับบริษัทข้ามชาติในประเทศ ทั้งด้านองค์ความรู้ การตลาด และมาตรฐานของสินค้า ดังนั้นประเทศไทยที่เปรียบได้กับพี่ใหญ่ของภูมิภาคลุ่มน้ำโขงต้องจูงมือน้องๆ อย่างกัมพูชา ลาว และเมียนมา สนับสนุนโมเดลรูปแบบการพัฒนาเศรษฐกิจตลอดจนเปิดเวทีให้หน่วยงานจากประเทศต่างๆ มาหารือ เพื่อกำหนดแผนการพัฒนาชายแดนให้ไปในทิศทางเดียวกันโดยที่ไม่ขัดกับอำนาจรัฐของแต่ละประเทศ







