
BA-TUกำไรโตมั่นคง
BA เซ็นสัญญาพันธมิตรสายการบินจีน TU สานต่อเพิ่มรายได้โซนเอเชียธุรกิจแช่แข็งบูม
BA เซ็นสัญญาพันธมิตรสายการบินจีน TU สานต่อเพิ่มรายได้โซนเอเชียธุรกิจแช่แข็งบูม
บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ประกาศผลการดำเนินงานงวดไตรมาส 1/2559 ออกมาดีเกินคาดหลายแห่ง โดยเฉพาะบริษัทที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับการท่องเที่ยว เช่น ธุรกิจการบิน แต่ยังจะต้องปรับกลยุทธ์เพื่อเพิ่มโอกาสในการทำกำไรและลดความเสี่ยงทางธุรกิจ
นายอนวัช ลีละวัฒน์วัฒนา รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่อาวุโส ฝ่ายการเงินและบัญชี บริษัท การบินกรุงเทพ (BA) เปิดเผยว่า บริษัทกำลังเจรจากับสายการบินพันธมิตร (โคชแชร์) อีก 3-4 ราย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสายการบินจากประเทศจีน คาดว่าจะสามารถเซ็นสัญญาได้ภายในปีนี้ จากปัจจุบันมีโคชแชร์ทั้งหมด 21 แห่ง แต่ยังไม่มีพันธมิตรจากจีน แต่ผู้โดยสารจีนมาใช้บริการเพิ่มขึ้นทุกปี โดยไตรมาส 1/2559 มีรายได้จากผู้โดยสารจีนสัดส่วน 5.5% จากทั้งปีก่อน 4% และปี 2557 มีเพียง 3% ตามลำดับ
นอกจากนั้น ในปีนี้จะมีการเปิดเส้นทางใหม่อีก 4 เส้นทาง โดยสามเส้นทางเป็นการบินไปจีนจาก สมุย-กว่างเจา สมุย-ฉงชิ่ง และสมุย-เฉิงตู ซึ่งจะเปิดตัวไตรมาส 3 นี้ และอีก 1 เส้นทาง จะเปิดตัวเดือน พ.ค.นี้ คือ กรุงเทพฯ-ดานัง พร้อมเพิ่มความถี่ไฟลต์การบินมากขึ้น และสิ้นปีนี้บริษัทจะมีเครื่องบิน 36 ลำ จากปัจจุบันที่มี 33 ลำ คงเป้าหมายเดิมที่ภายในปี 2561 จะมีเครื่องบินทั้งหมด 43 ลำ เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวที่เข้ามาอย่างต่อเนื่อง
กรณีบริษัท สายการบินนกแอร์ ได้เปิดตัวกลุ่มพันธมิตรสายการบินราคาประหยัดรวม 8 แห่ง นายอนวัช กล่าวว่า ไม่ส่งผลกระทบกับ BA เพราะมีกลุ่มลูกค้าคนละเป้าหมายกัน และราคาน้ำมันผันผวนน้อยกว่าปีที่ก่อน คาดเฉลี่ยปีนี้ที่ 53 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล เชื่อว่าจะเห็นคนในอุตสาหกรรมใช้ประโยชน์จากที่ราคาน้ำมันลดลงปรับราคาตั๋วลง ซึ่ง BA จะไม่ลงไปเล่นด้วย แต่จะเน้นการให้บริการและกลยุทธ์เจาะฐานลูกค้าเป้าหมายแทน ปัจจุบัน BA มีลูกค้าต่างประเทศมากกว่า 80%
นายอนวัช กล่าวต่อว่า ในปีนี้คาดว่าราคาเฉลี่ยตั๋วเครื่องบินจะสูงกว่าปีก่อนที่ทำได้ 3,800 บาท เห็นได้จากไตรมาสแรกที่ทำได้แล้ว 3,900 บาท อัตรากำไรเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเป็น 1.30 บาท/กิโลเมตร เทียบจากปีก่อนเฉลี่ย 0.30 บาท เพราะมีจำนวนเที่ยวบิน กองบิน และผู้โดยสารเพิ่มขึ้น คาดว่าจำนวนผู้โดยสารจะเพิ่มขึ้น 9-10% จากปีก่อนที่ 5.1 ล้านคน และคาดอัตราบรรทุกผู้โดยสารอยู่ที่ 70% จากปีก่อนที่ 67% รายได้เติบโตจากปีก่อน
“ไตรมาส 2 จำนวนผู้โดยสารเพิ่มขึ้น แต่ยังไม่สามารถบอกราคาตั๋วได้ว่าจะดีกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน หรือดีกว่าไตรมาสก่อนหน้าหรือไม่ เนื่องจากปกติไฮซีซั่นของธุรกิจคือ ไตรมาสแรก ส่วนไตรมาส 2 มีผลประกอบการต่ำสุดของปี” นายอนวัช กล่าว
ทั้งนี้ ในไตรมาส 1/2559 BA มีกำไรสุทธิ 1,552 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 483 ล้านบาท หรือมากกว่า 45% ไตรมาส 1/2558 มีกำไรสุทธิ 1,069 ล้านบาท
นายวาย ยัท ปาโก้ ลี รองผู้จัดการทั่วไป ฝ่ายนักลงทุนสัมพันธ์ บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป (TU) กล่าวว่า เดือน มิ.ย.จะมีการประเมินการแก้ไขปัญหาการทำประมงที่ผิดกฎหมายขาดการรายงานและไร้การควบคุม (ไอยูยู) ซึ่งคาดว่าประเทศไทยจะผ่านพ้นไปได้ และบริษัทมีแผนการกระจายความเสี่ยงมีโรงงานผลิตที่มาจากฐานการผลิตอยู่หลายประเทศ มีผลิตภัณฑ์หลากหลายเพื่อรองรับกับความต้องการของผู้บริโภค ปัจจุบันยังสานต่อที่จะเพิ่มสัดส่วนรายได้จากโซนเอเชียมากขึ้น โดยเฉพาะประเทศจีนและลดรายได้จากสหรัฐและยุโรปที่มีสัดส่วนรวมกันเกือบ 70%
“เราส่งสินค้าไปยังประเทศจีนและเอเชียอยู่แล้ว แต่จะเพิ่มมากขึ้นตามความต้องการของผู้บริโภคที่ส่วนใหญ่จะให้การตอบรับสินค้าอาหารแช่แข็งเป็นหลัก ทำให้เติบโตมากกว่าสินค้ากระป๋อง และสัดส่วนรายได้สินค้าแช่แข็งเพิ่มมาเป็น 39% เกือบเท่ากับสินค้ากระป๋องที่ 49%”
ด้านรายได้และกำไรในไตรมาส 2/2559 จะสูงกว่าไตรมาสแรกที่มีรายได้ 3.15 หมื่นล้านบาท และมีกำไร 1,230 ล้านบาท แนวโน้มในครึ่งปีหลังจะมากกว่าครึ่งปีแรก ไตรมาส 3 เริ่มเข้าสู่ช่วงพีกซีซั่นต่อเนื่องไปถึงไตรมาส 4 แต่กำไรจะมีการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากเริ่มรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากการเข้าไปถือหุ้น 40% ในบริษัท อะแวนติ โฟรเซ่น ฟู้ดส์ ไพรเวท ในประเทศอินเดีย ปีนี้ยังคงเป้าหมายยอดขายเติบโต 15-20% หรืออยู่ที่ 4,500 ล้านเหรียญสหรัฐ ก่อนจะเพิ่มเป็น 8,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2563 เพิ่มอัตรากำไรขั้นต้นเป็น 20%







