
ยืดภาษีมูลค่าเพิ่ม 2 ปี สร้างกำลังซื้อในประเทศ
ชัดเจนกันเสียทีสำหรับเรื่องภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) เมื่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 3 ส.ค.ที่ผ่านมา ได้มีมติให้ขยายเวลาการลดแวตจากอัตรา 10% เป็น 7% ออกไปอีก 2 ปี สิ้นสุดวันที่ 30 ก.ย. 2555 จากเดิมที่จะสิ้นสุดลงในวันที่ 30 ก.ย.นี้ โดยนายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ให้เหตุผลว่าเพื่อเป็นการเปิดโอกาสให้เศรษฐกิจเติบโตจากการบริโภคภายในประเทศ และทำให้ผู้ประกอบการสามารถวางแผนการบริหารต้นทุนได้ และเมื่อเศรษฐกิจมั่นคงในระยะยาวแล้วจะทำให้ภาครัฐจัดเก็บรายได้เพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ตาม นายกรณ์ ยืนยันว่าการคงแวตไว้ที่ระดับ 7% ก็ไม่มีผลต่อฐานะทางการคลังของรัฐบาล เพราะรัฐบาลก็ยังมีการจัดเก็บรายได้ได้เกินเป้าหมายที่วางไว้ และไม่มีการสูญเสียรายได้จากการลดภาษีมูลค่าเพิ่มลง 3% แต่อย่างใด
“
การขึ้นภาษีแวตในขณะที่เศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวไม่เป็นประโยชน์
กับประชาชนและผู้ประกอบการ แต่
จะทำให้มีภาระเพิ่มขึ้น
” นายกรณ์กล่าว
รมว.คลังยืนยันว่า ภาษีที่เก็บ
อยู่ในปัจจุบันเพียงพอที่จะดูแล
รายจ่ายของประเทศได้ แม้ว่าใน
ปีงบประมาณ 2554 จะเป็น
งบประมาณแบบขาดดุล ก็ไม่กระทบ
กับเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ
ทั้งนี้ การปรับขึ้นภาษีแวตในทุก
1% จะมีผลทำให้รายได้จากการเก็บ
ภาษีเพิ่มขึ้นประมาณ 7 หมื่นล้าน
บาท หากมีการปรับ
ภาษีแวตไปในอัตรา
10% จะทำให้รัฐบาล
มีรายได้เพิ่มขึ้นถึง 2.1
แสนล้านบาท
ด้านนางธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้แสดงความเป็นห่วงว่า การที่ ครม.มีมติอนุมัติขยาย
เวลาการใช้อัตราภาษีมูลค่าเพิ่มที่
ระดับ 7% ออกไปอีก 2 ปีนั้น จะ
ต้องดูผลระยะยาวว่าจะทำให้ธุรกิจ
ไทยเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน
ได้มากน้อยแค่ไหน
อย่างไรก็ตาม ในแง่รายได้ของฐานภาษีของไทยขณะนี้ยังมีขนาดเล็ก หากลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มในระยะยาวจะเกิดปัญหาได้ จึงเป็นโจทย์ใหญ่ที่จะต้องคิดกันต่อไป เพราะอาจจะเป็นปัญหาในระยะยาวได้
ญเดินหน้าแก้หนี้ประชาชน
ในวันที่ 16 ส.ค.นี้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในการกำหนดยุทธศาสตร์การแก้หนี้สินภาคประชาชนทุกกลุ่มแบบครบวงจร มูลหนี้รวม 1.6 ล้านล้านบาท คาดว่าจะช่วยลดความเดือดร้อนของประชาชนได้กว่า 2.3 ล้านคน สำหรับกลุ่มลูกหนี้ที่จะมีการแก้ไข ประกอบด้วย หนี้นอกระบบที่มีการขึ้นทะเบียนประชาชนไปแล้ว 1 ล้านคน มูลหนี้ร่วม 1 แสนล้านบาท ซึ่งขณะนี้ดำเนินการไปแล้วกว่า 4 แสนคน จนช่วยลดภาระหนี้จาก
ดอกเบี้ยให้กับประชาชนร่วม 4,000
ล้านบาท โดยจะมีการเปิดวงเงิน
โอ/ดี และจัดทำบัตรเอทีเอ็มให้
สำหรับลูกหนี้ที่ขึ้นทะเบียนแก้หนี้
และมีระเบียบวินัยในการชำระหนี้
เพื่อนำมาใช้จ่ายในอนาคต
นอกจากนี้ ยังมีหนี้สินของประชาชนที่เป็นหนี้บัตรเครดิตของสถาบันการเงินและไม่ใช่สถาบันการเงินอีกประมาณ 2 แสนคน มูลหนี้ร่วม 1 แสนล้านบาท หนี้สินของกลุ่มเกษตรกรทั้งในส่วนของกองทุนฟื้นฟูเกษตรกรที่อยู่ภายใต้การดูแลของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) อีกประมาณ 57 แสนคน มูลหนี้ร่วม 3.6 แสนล้านบาท กลุ่มสุดท้ายเป็นหนี้ของบรรดาข้าราชการครู 4 แสนคน ที่กู้หนี้จากสหกรณ์ออมทรัพย์ต่างๆ ทั่วประเทศ 87 แห่ง มูลหนี้ร่วม 7 แสนล้านบาท หนี้กลุ่มข้าราชการครูที่กู้เงินจากโครงการฌาปนกิจสงเคราะห์ช่วยเพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษา (ช.พ.ค.) อีก 3 แสนคน มูลหนี้รวม 1.7 แสนล้านบาท หนี้ข้าราชการครูที่กู้ยืมเงินในโครงการพัฒนาชีวิตครูอีก 6 หมื่นคน วงเงิน 5 หมื่นล้านบาท และหนี้ของกลุ่มครูที่กู้ยืมจากกองทุนหมุนเวียนอีก 8,0009,000 คน มูลหนี้รวม 1,500 ล้านบาท ซึ่งทางกระทรวงการคลังมีแผนการประชาสัมพันธ์หนี้นอกระบบและแผนการแก้ปัญหาหนี้ภาคประชาชนทั้งระบบ
ญธปท.หนุนเศรษฐกิจโต 6.57.5%
นางธาริษา เปิดเผยว่า อัตราการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจ (จีดีพี) ในปีนี้ทั้งปีน่าจะขยายตัวได้ที่ระดับ 6.57.5% และในครึ่งปีแรกเศรษฐกิจมีโอกาสโตได้ถึงระดับ 10% ตามที่นายอภิสิทธิ์ คาดหมายไว้ และในครึ่งปีหลังก็มีโอกาสขยายตัวได้ต่อเนื่องในทุกภาคธุรกิจ
ทั้งนี้ ภาวะเศรษฐกิจโดยรวมยังขยายตัวได้ดี โดยเฉพาะการส่งออกที่มีการขยายตัวได้ถึง 40% การอุปโภคบริโภคของภาคเอกชนขยายตัวดีขึ้นและสูงกว่าช่วงเกิดปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจในปี 2551 แล้ว ด้านการใช้จ่ายของรัฐบาลก็มีการเบิกจ่ายงบประมาณออกมาค่อนข้างมาก จึงมีส่วนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ขณะที่การลงทุนของภาคเอกชนก็ปรับดีขึ้น แม้ว่าจะไม่อยู่ในระดับที่สูงมากก็ตาม อย่างไรก็ตาม แม้เศรษฐกิจจะมีแนวโน้มดีต่อเนื่อง ก็ยังมีปัจจัยเสี่ยงอยู่ โดยปัจจัยในประเทศต้องติดตามสถานการณ์ทางการเมืองอย่างใกล้ชิด ขณะที่ปัจจัยภายนอกประเทศที่ต้องระวัง คือ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกว่าจะมีความต่อเนื่องหรือไม่
ญแบงก์กำไรกระฉูด 3.4 หมื่นล้าน
เศรษฐกิจดีย่อมส่งผลให้ธนาคารพาณิชย์กำไรดีตามไปด้วย เมื่อผลประกอบการในไตรมาส 2 ที่ผ่านมา ระบบธนาคารพาณิชย์มีกำไรสุทธิ 3.4 หมื่นล้านบาท เพิ่มจากไตรมาสก่อนซึ่งอยู่ที่ 2.7 หมื่นล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 6,900 ล้านบาท ซึ่งกำไรที่เพิ่มขึ้นมาจากรายได้จากดอกเบี้ย เงินปันผลสุทธิ และรายได้ค่าธรรมเนียมที่ดีขึ้น
สำหรับสินเชื่อขยายตัวดีทุกภาคธุรกิจ มีวงเงินรวม 6.9 ล้านล้านบาท เพิ่มจากไตรมาสก่อน 1.32 แสนล้านบาท โดยสินเชื่อภาคธุรกิจ ซึ่งมีสัดส่วน 71.5% ของสินเชื่อรวม ขยายตัวเป็นครั้งแรกที่ 2.1% หลังจากที่หดตัว 4 ไตรมาสติดต่อกัน
ขณะที่สินเชื่อเอสเอ็มอีขยายตัว 2.1% จากที่หดตัวติดลบ 4.9% สินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภคขยายตัวสูงขึ้นที่ 14.3% จากสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย สินเชื่อรถยนต์ที่ขยายตัวสูง เป็นไปตามแนวโน้มเศรษฐกิจและรายได้ที่เพิ่มขึ้นตามการจ้างงานที่ดีขึ้น
ด้านสินเชื่อของธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ 4 แห่ง เพิ่มขึ้น 2.9 หมื่นล้านบาท ทั้งนี้ เมื่อพิจารณารายได้จากการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการบริการทางการเงินรวมกัน 2.54 หมื่นล้านบาท เพิ่มจากระยะเดียวกันปีก่อน 3,432 ล้านบาท ขณะที่ไตรมาสแรก
มีรายได้รวม 2.5 หมื่นล้านบาททั้งนี้ ธนาคารกสิกรไทยมีรายได้ค่าธรรมเนียมมากที่สุด 5,347 ล้านบาท ไทยพาณิชย์ 5,218 ล้านบาท กรุงเทพ 5,180 ล้านบาท กรุงศรีอยุธยา 3,038 ล้านบาท กรุงไทย 2,991 ล้านบาท และนครหลวงไทย 527 ล้านบาท
นอกจากนั้น ธนาคารพาณิชย์
ไทยยังมีรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยรวม
ช่วงไตรมาส 2 จำนวน 5.01 หมื่น
ล้านบาท เพิ่มจากระยะเดียวกันปี
ก่อน 7,449 ล้านบาท ขณะที่ใน
ไตรมาสแรกปีนี้มีรายได้ที่ไม่ใช่
ดอกเบี้ย 4.72 หมื่นล้านบาท
ญตลาดหุ้นยังขึ้น
สรุปภาวะการซื้อขายในตลาดหุ้นรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ดัชนีหุ้นมีแนวโน้มขาขึ้นตลอด แม้ว่าจะไม่มีปัจจัยใหม่เข้ามา นอกจากข่าวผลประกอบการไตรมาส 2 ทำให้มีการเก็งกำไรในหุ้นรายตัว แต่เนื่องจากเงินไหลเข้าลงทุนหุ้นไทยของนักลงทุนต่างชาติดันให้ดัชนีหุ้นไทยยังขึ้นได้อีก และพยายามทดสอบดัชนีระดับ 880 จุด แต่ยังไม่สามารถขึ้นไปได้ เพราะระหว่างทางดัชนีหุ้นมีความผันผวนสูง โดยมีแรงขายทำกำไรออกมาจากผู้ลงทุนรายบุคคล ส่งผลให้ดัชนีมาปิดท้ายสัปดาห์ที่ระดับ 875.07 จุด เพิ่มขึ้น 0.15 จุด หรือ 0.02% มูลค่าการซื้อขายหนาแน่น 42,309 ล้านบาท
ตลอดสัปดาห์นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิถึง 6,019 ล้านบาท ขณะที่นักลงทุนกลุ่มอื่นเป็นผู้ขายสุทธิ เช่น นักลงทุนสถาบันในประเทศ ขาย 2,369 ล้านบาท รายย่อยขาย 4,997 ล้านบาท







