
'ติละวา'ลุยตลาดหุ้น
บริษัทเขตเศรษฐกิจพิเศษติละวา พร้อมเปิดซื้อขายหุ้นรายที่ 2 ในเมียนมา 20 พ.ค.นี้
บริษัทเขตเศรษฐกิจพิเศษติละวา พร้อมเปิดซื้อขายหุ้นรายที่ 2 ในเมียนมา 20 พ.ค.นี้
ตลาดหลักทรัพย์เมียนมาประกาศว่า บริษัท เมียนมา ติละวา เอสอีแซด โฮลดิ้ง (เอ็มทีเอสเอช) ซึ่งดำเนินกิจการเขตเศรษฐกิจพิเศษติละวา ได้รับการอนุมัติให้เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เมียนมาแล้ว และจะเริ่มเปิดการซื้อขายในวันที่ 20 พ.ค.นี้
ทั้งนี้ เอ็มทีเอสเอชจะจดทะเบียนหุ้นในตลาดหลักทรัพย์เมียนมาราว 3.8 ล้านหุ้น โดยหุ้นทุนจดทะเบียนจะมีมูลค่า 5 แสนล้านจ๊าด (ราว 1.5 หมื่นบาท)ซึ่งจะแบ่งเป็น 50 ล้านหุ้น มีมูลค่าหุ้นละ 1 หมื่นจ๊าด (ราว 301 บาท) ขณะที่สิทธิในหุ้นดังกล่าวจะสามารถถ่ายโอนไปสู่พลเมืองเมียนมา หรือบริษัทที่พลเมืองเมียนมาเป็นเจ้าของแต่เพียงผู้เดียวเท่านั้น
อย่างไรก็ดี หุ้นดังกล่าวอาจถ่ายโอนไปให้พลเมืองต่างชาติหรือบริษัทต่างชาติได้ เมื่อกฎหมายที่ใช้บังคับกับสัญญา อนุญาตให้ดำเนินการข้างต้น
เอ็มทีเอสเอช ซึ่งมีกลุ่มผู้ถือหุ้นหลักในบริษัท 9 แห่ง ถือเป็นบริษัทที่ 2 ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เมียนมา หลังจากบริษัท เฟิร์สต์ เมียนมาอินเวสต์เมนต์ (เอฟเอ็มไอ) ได้จดทะเบียนเป็นแห่งแรกไปเมื่อปลายเดือน มี.ค.ที่เพิ่งผ่านมา
ปัจจุบันมีบริษัทเข้าไปลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษติละวา ซึ่งมีท่าเรือน้ำลึกขนาดใหญ่ที่สุดในเมียนมา รวมทั้งสิ้น 36 แห่ง โดยแบ่งเป็นการลงทุนในด้านต่างๆ ทั้งภาคอุตสาหกรรม การคมนาคมและ
โลจิสติกส์ โครงสร้างพื้นฐาน การค้า และภาคบริการ ซึ่งมูลค่าการลงทุนทั้งหมดอยู่ที่ 423 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.4 หมื่นล้านบาท)
ด้านคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนเมียนมา เปิดเผยว่า ตัวเลขการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) ของเมียนมาอยู่ที่ทั้งสิ้น 6.3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2.2 ล้านล้านบาท) นับตั้งแต่ปลายปี 2531 จนถึง ณ สิ้นเดือน มี.ค. 2559 โดยจีนเป็นประเทศที่เข้ามาลงทุนมากที่สุด 28.36% มูลค่า 1.8 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 6.3 แสนล้านบาท) ตามมาด้วยสิงคโปร์มูลค่า 1.3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 4.5 แสนล้านบาท)และไทยที่ 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3.5 แสนล้านบาท) ขณะที่อุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซธรรมชาติมียอดการลงทุนมากที่สุดราว 35.17% ตามด้วยภาคการไฟฟ้า การผลิต และการคมนาคมและการสื่อสาร
ทั้งนี้ เมียนมาคาดว่าจะสามารถดึงดูดเอฟดีไอในปีงบประมาณปัจจุบันได้ 8,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2.81 แสนล้านบาท) จากในปีงบประมาณที่ผ่านมาซึ่งอยู่ที่ 9,500 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3.34 แสนล้านบาท)







