posttoday
การแบ่งสรรเงินออม และเงินลงทุนเพื่อสร้างความมั่งคั่ง

การแบ่งสรรเงินออม และเงินลงทุนเพื่อสร้างความมั่งคั่ง

11 พฤษภาคม 2559

โดย...จันทร์ฉาย อังศมาพร

โดย...จันทร์ฉาย อังศมาพร

หลายครั้งที่เราได้ยินคนพูดว่าการออมและการลงทุนเป็นเรื่องสำคัญ และให้เราเริ่มลงมือออมตั้งแต่อายุน้อยๆ ข้อควรรู้ในด้านการออมและการลงทุนเป็นเรื่องที่สำคัญของนักลงทุนเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะการแบ่งสรรเงินลงทุน โดยในฐานะที่ผ่านการใช้ชีวิตมาพอสมควรขอแบ่งปันเรื่องที่นักลงทุนควรทราบและระมัดระวังในการแบ่งสรรเงินลงทุนดังนี้ค่ะ

I.ก่อนอื่นจัดสรรเงินได้ของเราเป็นสัดส่วนที่สำคัญก่อน โดยเรียงลำดับจากความสำคัญจากมากไปหาน้อยซึ่งผู้เขียนจัดตามความสำคัญของตัวผู้เขียนดังนี้

1.แบ่งเงินออมและการลงทุนออกมาก่อนที่ระดับ 20-30% 2.ค่าดูแลผู้มีพระคุณ 3.ค่าการศึกษาของบุตรปัจจุบัน 4.ค่าใช้จ่ายรายวัน รายเดือน ตามความเหมาะสม 5.ค่าเดินทาง ค่าสันทนาการ เดินทางท่องเที่ยวทานอาหารนอกบ้านตามโอกาส 6.ค่าดูแลสุขภาพส่วนตัวและครอบครัว เช่น ค่าเล่นโยคะ ค่าฟิตเนสและอื่นๆ 7.ค่าประกันชีวิตและประกันภัย 8.ค่าภาษีสังคม (ถ้ามี) เช่น งานแต่ง งานบวช

II.เมื่อจัดสรรเงินตามข้อแรกเสร็จ สำหรับผู้มีรายได้น้อยจะรู้สึกว่าเป็นตัวเลขที่น้อยมากจริงๆ แต่เชื่อเถอะมีน้อยก็ออมน้อยคือ 20-30% ของรายรับแต่ละเดือน ทำเช่นนี้เรื่อยไปจะเห็นว่าเมื่อเวลาผ่านไปเงินจะเริ่มทำงานด้วยตัวของมันเอง ขึ้นกับว่าเงินก้อนนี้ 20-30% ของรายได้ของเรา เราได้วางมันไว้ที่ใดบ้าง ที่นำมาเสนอเป็นแนวคิดของผู้เขียนเท่านั้น แต่อยากมาแบ่งปันว่าด้วยระยะเวลาที่มากพอเราสามารถทำให้มันงอกเงยได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ก่อนอื่นถามตัวเองก่อนว่า เป็นคนที่เห็นเงินลงทุนลดมูลค่าได้มากน้อยแค่ไหน เพราะหมายถึงการยอมรับความเสี่ยงของการลงทุนที่แตกต่างกัน และเงินลงทุนดังกล่าวควรมีสัดส่วนที่จัดไว้เป็น 3 กอง คือ

กองแรก มีความเสี่ยงค่อนข้างต่ำเก็บไว้เป็นสภาพคล่องของบ้านซึ่งมีแนวคิดคือแบ่งออกมาที่ระดับ 30% ของกองนี้ ที่เป็นเรื่องเงินออมและการลงทุน เช่น หากแบ่งออกมาแล้ว เงินออมและเงินลงทุนอยู่ที่ 1.8 หมื่นบาท เงินออมก้อนนี้ที่เป็นสภาพคล่องก็จะอยู่ที่ 5,400 บาท ซึ่งเงินก้อนนี้ต้องฝากไว้ที่เงินฝากประเภทเงินฝากประจำหรือกองทุนแบบตราสารหนี้ พร้อมเอาออกมาใช้เมื่อมีเรื่องฉุกเฉิน

ส่วนที่สองคือเป็นการลงทุนระดับปานกลางถึงสูงอีก 70% ซึ่งการลงทุนในสัดส่วนนี้ต้องพึงระลึกเสมอว่ามีระยะเวลาการลงทุนตั้งแต่ 6 เดือนถึง 2 ปี และอีกส่วนหนึ่งที่เหลือเป็นการลงทุนที่มากกว่า 2 ปีขึ้นไป โดยมีแนวคิดที่ว่าทั้งสองส่วนนี้ต้องมีผลตอบแทนที่มากกว่าเงินฝากประจำและเงินลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ ซึ่งผลตอบแทนต้องดีกว่าปีละ 2% หรือเราอาจจะตั้งเป้าเป็น Trigger ไว้เลยว่า ทุกครั้งที่ผลตอบแทนที่ได้มันถึงอัตรา 7% จะทำการนำออกมาครึ่งหนึ่งทุกครั้งและนำไปลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงต่ำ เพราะทุกเดือนมีเงินลงไปในสินทรัพย์ที่เสี่ยงปานกลางถึงสูงอยู่แล้ว ย่อมทำได้

ประเด็นคือ เราเข้าใจสินทรัพย์ที่จะลงทุนมากน้อยเพียงไหน มีอะไรบ้างที่ให้พิจารณาลงทุนและออมเงินก้อนนี้ที่เหลืออีก 70% ไว้ที่ใดบ้าง และเรามีความรู้เพียงใด ใครเป็นผู้เชี่ยวชาญในการให้บริการการลงทุนดังกล่าว การให้บริการหลังการขายของสถาบันการเงินเหล่านั้นเป็นเช่นไร เรื่องต่างๆ เหล่านี้เป็นเรื่องที่นักลงทุนต้องให้ความสำคัญและเรียนรู้ให้เร็ว เมื่อมาถึงประเด็นว่าผลิตภัณฑ์การลงทุนที่จะลงทุนประเภทความเสี่ยงปานกลางถึงสูงมีอะไรบ้าง การลงทุนในหุ้นหรือบริษัทที่มีผลประกอบการที่ดีในประเทศ เช่น ลงทุนในหุ้นที่มีพื้นฐานดี เรามักจะคาดหวังที่ผลตอบแทนที่มากกว่า 8-15% ขึ้นไป หากเราบอกว่าเราไม่มีความชำนาญในการเลือกซื้อหุ้น เราสามารถลงทุนในกองทุนหุ้นได้ซึ่งมีความหลากหลาย และบริหารโดยผู้จัดการกองทุนที่มีความสามารถในการเลือกลงทุนหุ้นที่มีพื้นฐานดีให้กับเรา

กองทุนอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งให้ผลตอบแทนที่ระดับ 8-10% ซึ่งในบางกองทุนที่มีการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ที่มีอนาคต ย่อมน่าสนใจ กองทุนทองคำ กองทุนน้ำมัน ซึ่งทั้งสองผลิตภัณฑ์ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญในการลงทุนเป็นอย่างมาก การลงทุนในสินทรัพย์ที่ช่วยประหยัดภาษี (LTF และ RMF) ซึ่งขึ้นกับภาระภาษีของแต่ละท่าน หรือจะลงทุนในสังหาริมทรัพย์ อาทิ ทองคำ หรือเพชร หรือนาฬิกา ที่มีมูลค่าสูงขึ้นทุกวันเพียงแต่นักลงทุนต้องเข้าใจตลาดอย่างถ่องแท้เสียก่อน

สุดท้าย การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งผลตอบแทนมากกว่า 50% ขึ้นไปอยู่แล้ว เพียงแต่ต้องเข้าใจว่าเราเข้าไปลงทุนตอนสินทรัพย์ที่ราคาสูงหรือเป็นยุคฟองสบู่หรือไม่ เพราะมีอสังหาริมทรัพย์ชิ้นหนึ่งที่ผู้เขียนลงทุนในช่วงฟองสบู่ใกล้แตก ทำให้ผลตอบแทนที่มาจากราคาที่เปลี่ยนแปรไปแม้ผ่านมานานถึง 15 ปี ราคาไม่ได้กระเตื้องเท่าไรเลย แต่ก็ยังคงได้กำไรอยู่ที่ 58% เมื่อนำมาหารด้วย 15 ปี จะเห็นว่ากำไรอยู่ที่ 3.86% ต่อปี แต่เมื่อรวมกับรายได้ที่นำสินทรัพย์ไปให้เช่าปรากฏว่ามีผลตอบแทนอีกปีละ 72K จะเห็นว่าเป็นการลงทุนที่คุ้ม
ทีเดียว

เราต้องสร้าง Blueprint หรือแผนการลงทุนเราก่อน ปักธงให้เสร็จเริ่มลงทุนและเรียนรู้จากการลงทุนจริงจะทำให้เราเก่งขึ้นและมีเงินออมและเงินลงทุนไว้ใช้ตามวัตถุประสงค์เราในอนาคตค่ะ ขอให้โชคดีค่ะ

ข่าวล่าสุด

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน