
ซีเอ็มจีคว้า‘เอสอป’บุกไทย
เอสอปสกินแคร์แดนจิงโจ้เปิดตลาดในไทย แต่งตั้งซีเอ็มจีดิสทริบิวเตอร์ ปูพรม 3 สาขาปีแรก
เอสอปสกินแคร์แดนจิงโจ้เปิดตลาดในไทย แต่งตั้งซีเอ็มจีดิสทริบิวเตอร์ ปูพรม 3 สาขาปีแรก
นายไมเคิล โอคีฟ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสอปแบรนด์ ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์สกินแคร์เอสอป เปิดเผยว่า บริษัทได้วางแผนรุกตลาดสกินแคร์ในไทย เนื่องจากตลาดสกินแคร์มีอัตราเติบโตมากที่สุดในอาเซียน เพราะคนไทยใส่ใจดูแลผิว จึงได้แต่งตั้งให้บริษัท เซ็นทรัล เทรดดิ้ง หรือซีเอ็มจี เป็นดิสทริบิวเตอร์จำหน่ายผลิตภัณฑ์สกินแคร์เอสอปนำเข้าจากออสเตรเลีย
ขณะที่ปีนี้เดินหน้าขยาย 2-3 สาขาในรูปแบบเคาน์เตอร์ ประเดิมสาขาแรกที่สยามพารากอน และไตรมาส 3 ที่ เซ็นทรัล ชิดลม อีกทั้งกำลังพิจารณาเปิดปลายปีที่เอ็มโพเรียม นอกจากนี้ยังวางแผนขยายตลาดใหม่ 1-3 แห่งในปีนี้ จากปัจจุบันได้เข้าไปจำหน่ายทั้งในญี่ปุ่น เกาหลี ฮ่องกง สำหรับในไทยเอสอปนำเข้าสินค้า 70 รายการ จากผลิตภัณฑ์ในออสเตรเลียมีทั้งหมด 200 รายการ ซึ่งจะทยอยนำเข้ามา 2-4 รายการ/ปี
“เอสอปในออสเตรเลียในขณะนี้ค่อนข้างเติบโตน้อย สร้างรายได้สัดส่วน 25% ของรายได้รวม เราจึงต้องขยายตลาดใหม่ๆ นอกเหนือจากออสเตรเลีย ซึ่งได้เข้าไปทำตลาด 19 ประเทศทั่วโลก ทั้งนี้พบว่าตลาดยุโรปเติบโตสูงมาก ส่วนในเอเชียตลาดเกาหลี ญี่ปุ่น และฮ่องกง มีอัตราการเติบโตที่ดี”
น.ส.มยุรี หาญวิริยะฤทธา ผู้จัดการอาวุโสผลิตภัณฑ์เอสอป บริษัท เซ็นทรัล เทรดดิ้ง กล่าวว่า แนวโน้มตลาดเครื่องสำอางชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่องตามภาวะเศรษฐกิจของไทยที่ยังไม่ฟื้นตัว ดังนั้นบริษัทจึงได้ตัดสินใจขยายตลาดกลุ่มผลิตภัณฑ์สกินแคร์ จากปัจจจุบันมี 7-8 แบรนด์ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลผิว โดยเอสอปมีราคาสูงกว่าออสเตรเลียโดยเฉลี่ย 10-14%
“แบรนด์เอสอปเป็นที่รู้จักของคนไทย ด้วยจุดเด่นเป็นผลิตภัณฑ์ออร์แกนิก การเข้ามาทำตลาดในไทยเจาะกลุ่มผู้หญิงและชายที่มีไลฟ์สไตล์ 25-40 ปีขึ้นไป มั่นใจว่าจะได้รับการตอบรับที่ดี สำหรับคู่แข่งที่อยู่ในตลาด อาทิ ล็อกซิทาน ซิสเล่ย์ อย่างไรก็ตามในกลุ่มผลิตภัณฑ์สกินแคร์ของบริษัท ขณะนี้เคาน์เตอร์เอชทูโอปิดดำเนินการชั่วคราว เนื่องจากบริษัทแม่กำลังมีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างใหม่”
สำหรับรายได้ทั้งปีของเอสอปตั้งเป้า 6,500 ล้านบาท จากปีที่ผ่านมา 5,200 ล้านบาท แบ่งเป็น รายได้เอเชีย อเมริกา ยุโรป สัดส่วน 20% รายได้รวม ในส่วนนี้มาจากภูมิภาคเอเชียสัดส่วน 30% โดยสกินแคร์สร้างรายได้ 40% ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวกาย 30% และผลิตภัณฑ์เส้นผม 20% อีก 10% เป็นน้ำหอม







