
8 เรื่องควรรู้ การลงทุนแบบได้ลุ้นรวยขึ้น ด้วยความเสี่ยงที่ควบคุมได้
โดย...วีระพล บดีรัฐ
โดย...วีระพล บดีรัฐ
ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจให้ตรงกันก่อนว่า “การลงทุนมีความเสี่ยง...เสมอ” จะเสี่ยงมากหรือน้อยเท่านั้น ในขณะเดียวกัน คนที่ลงทุนสมควรระลึกถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากสิ่งที่เลือกนั้นอยู่ตลอดเวลา ควบคู่ไปกับความหวังว่าจะได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนที่สูงพอกับที่ต้องการ
เมื่อต้องการเพิ่มความมั่งคั่ง ขณะเดียวกันก็ไม่อยากให้ความไม่แน่นอนใดๆ ในการลงทุน ทำให้ขาดทุนแบบเกินคาด การลงทุนที่ควรเป็นจึงต้องมีการกระจายความเสี่ยงไปยังทางเลือกอื่นๆ ให้หลากหลายพอ หรือในภาษานักการเงินใช้คำว่า “การจัดสรรสินทรัพย์ลงทุน (Asset Allocation)” ทีนี้มาลองดูกันว่า เพื่อให้การจัดสรรสินทรัพย์ลงทุนมีการกระจายสัดส่วนให้ได้ลุ้นผลตอบแทนพร้อมควบคุมความเสี่ยงให้เหมาะสม ควรมีประเด็นสำคัญอะไรที่ต้องรู้บ้าง
1.ควรมีสินทรัพย์ที่แตกต่างกันอย่างน้อย 3 ประเภท เพราะสินทรัพย์เพื่อการลงทุนตอบสนองต่อสถานการณ์ทางเศรษฐกิจแตกต่างกัน การมีสินทรัพย์ที่เคลื่อนไหวไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกันเสมออย่างน้อย 3 ประเภท เช่น หุ้น ตราสารหนี้ และทองคำ
2.ไม่ควรมีสินทรัพย์ประเภทใดประเภทหนึ่งเกินกว่า 75% ของสัดส่วนเงินลงทุนทั้งหมด ในทางหนึ่งคือหากมีสินทรัพย์ความเสี่ยงต่ำมาก เช่น เงินสดหรือตราสารหนี้ระยะสั้น ก็เท่ากับเป็นการเสียโอกาสและมีสิทธิที่ผลตอบแทนที่ได้อาจน้อยกว่าเงินเฟ้อ ในอีกทางหนึ่งหากมีสินทรัพย์ความเสี่ยงสูงมากเกิน อาจทำให้พอร์ตการลงทุนเสี่ยงเกินไปหากเกิดอะไรขึ้นกับสินทรัพย์เสี่ยงนั้น
3.ควรมีสินทรัพย์ใกล้เคียงเงินสดอย่างน้อย 5% ของสัดส่วนเงินลงทุนทั้งหมด เพื่อใช้เป็นช่องทางในการสร้างความยืดหยุ่นให้กับการหมุนเงินลงทุนในพอร์ต เช่น เมื่อต้องการถอนเงินจากพอร์ต หรือในจังหวะที่ต้องการพักเงินรอลงทุน หรือการ Rebalancing พอร์ตการลงทุน
4.ควรมีตราสารหนี้อย่างน้อย 10% ของสัดส่วนเงินลงทุนทั้งหมดของพอร์ต เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการลดความเสี่ยงจากการลงทุนในหุ้น ในขณะเดียวกันยังมีโอกาสได้รับผลตอบแทนที่สูงกว่าการถือเงินสด
5.ควรมีการลงทุนในต่างประเทศอย่างน้อย 5% ของสัดส่วนเงินลงทุนทั้งหมด เพื่อเป็นการกระจายความเสี่ยง อันเกิดจากทิศทางหรือการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจของแต่ละประเทศในโลกที่มิได้ไปในทิศทางเดียวกันตลอดเวลา
6.ควรมีหุ้นอยู่ในพอร์ตลงทุนเสมอ ไม่ว่าจะในรูปแบบถือครองโดยตรง หรือการถือผ่านกองทุนรวม เพราะแค่เพียงตราสารหนี้ หรือเงินสด อาจจะไม่เพียงพอที่จะทำให้ผลตอบแทนของพอร์ตลงทุนชนะเงินเฟ้อได้ง่าย ทั้งนี้จะถือครองสัดส่วนเท่าใดก็ขึ้นกับระดับความเสี่ยงที่แต่ละคนจะรับได้มากน้อยต่างกันไป
7.ไม่ควรถือครองหุ้นบริษัทใดบริษัทหนึ่งเกินกว่า 10% ของสัดส่วนเงินลงทุนทั้งหมดของพอร์ต ด้วยเหตุผลที่คล้ายกับในข้อ 2 ในมิติของการควบคุมให้เกิดการกระจายการลงทุนภายในสินทรัพย์เดียวกัน ไม่ให้กระจุกตัวในอุตสาหกรรมหรือในบริษัทใดๆ จนเกินไป
8.ควรมีการปรับสัดส่วนเงินลงทุน (Rebalancing) ในแต่ละสินทรัพย์อย่างมีแบบแผน เพื่อสร้างวินัยในการลงทุนไม่ให้ไหลไปตามอารมณ์ของตลาด และเป็นการปรับสัดส่วนไม่ให้สินทรัพย์บางรายการมีมาก/น้อย เกินกว่าที่ควรจะเป็น
(ปรับปรุงและเพิ่มเติมจากหนังสือ “Perfect Portfolio : Five Steps to Allocate Your Assets and Ensure a Lifetime of Wealth” โดย Michael Kaye, CFA)
เพราะการเลือกลงทุนไม่ใช่แค่เพียงหวังให้รวยขึ้นเท่านั้น การลงทุนให้มีความสุขได้เสมอและอยู่กับทุกสถานการณ์ได้อย่างมีสติและมีวินัย ถือเป็นทางเลือกในฝันของนักลงทุนหลายๆ คน K-Expert จึงได้จัด Workshop เพื่อสร้างความรู้และเข้าใจให้กับนักลงทุนที่ต้องการความสบายใจระหว่างลงทุน ใน K-Expert Workshop จัดพอร์ตลงทุนง่ายๆ ได้ด้วยตัวเอง ที่ K-Expert Center ชั้น 2 อาคารจามจุรีสแควร์ เพื่อให้คุณเป็นนักลงทุนแบบ Stress-Free Investor ได้แบบเต็มตัว ด้วยการรู้จักทางเลือกในการลงทุน เลือกพอร์ตการลงทุนในสัดส่วนการกระจายสินทรัพย์ (Asset Allocation) ที่เหมาะสมกับตัวเอง รวมไปถึงรู้หลักการจัดการพอร์ตการลงทุนในแต่ละช่วงเวลา
ผู้ที่สนใจสามารถตรวจสอบรอบการจัดหลักสูตรและสำรองที่นั่งที่ www.askkbank.com/K-Exper







