
อยู่ที่รัฐ
หยุดสงกรานต์นี้ ผมมาศึกษาดูงานการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษเสิ่นเจิ้น ที่ประเทศจีน จากสนามบินฮ่องกง นั่งรถมา 1 ชั่วโมง ตลอดเส้นทางเห็นภาพการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคใหม่ๆ ทั้งทางด่วนและการก่อสร้างสะพานยักษ์ข้ามทะเลที่ยาวที่สุดในโลก จากฮ่องกงถึงจูไห่และมาเก๊า
หยุดสงกรานต์นี้ ผมมาศึกษาดูงานการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษเสิ่นเจิ้น ที่ประเทศจีน จากสนามบินฮ่องกง นั่งรถมา 1 ชั่วโมง ตลอดเส้นทางเห็นภาพการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคใหม่ๆ ทั้งทางด่วนและการก่อสร้างสะพานยักษ์ข้ามทะเลที่ยาวที่สุดในโลก จากฮ่องกงถึงจูไห่และมาเก๊า
โครงการนี้เป็นความร่วมมือระหว่างรัฐบาลฮ่องกง กับมณฑลกวางตุ้งที่อยู่ใกล้กัน เพื่อต้องการสร้างทางเชื่อมต่อทางรถยนต์ยาวกว่า 50 กม. ใช้เงินลงทุนร่วมกันมากกว่า 3 แสนล้านบาท โดยสร้างทั้งถนน สะพานแขวนข้ามทะเล และอุโมงค์ใต้น้ำ คาดว่าจะเสร็จในปี 2017 นี้ จะช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวทั้งจากภายในและนอกประเทศได้มหาศาล
พอมาถึงเสิ่นเจิ้นก็ยิ่งต้องประหลาดใจ เพราะจากหมู่บ้านชาวประมง เมื่อ 30 กว่าปีที่แล้ว กลายมาเป็นอภิมหานครของจีน ตึกสูงผุดขึ้นมาใหม่นับไม่ถ้วน ยังมีรถไฟความเร็วสูงเชื่อมต่อเมืองสำคัญทั่วประเทศ สนามกีฬาขนาดยักษ์ สนามบินที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกก็กำลังก่อสร้างใกล้เสร็จ ท่าเรือและทางด่วนระดับคุณภาพ ไม่แพ้ในยุโรปและอเมริกา
จากนโยบายพัฒนาเศรษฐกิจของประธานาธิบดีเติ้งเสี่ยวผิง ที่ได้ทดลองสร้างเขตเศรษฐกิจพิเศษเพื่อดำเนินการแบบรัฐทุนนิยม สร้างตลาดทุนใหม่ ในมณฑลกวางตุ้งทางตะวันออกติดทะเล กระตุ้นให้เกิดการลงทุนจากภายนอก สร้างพลังการผลิต นอกจากเสิ่นเจิ้น ยังมีจูไห่ เซียะเหมิน และซัวเถา ที่ได้พัฒนาเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษเช่นกัน
ปัจจุบันเสิ่นเจิ้นมีมูลค่าการนำเข้าส่งออกสูงเป็นอันดับหนึ่งหรือประมาณ 1 ใน 7 ของมูลค่ารวมของทั้งประเทศจีน และมีอุตสาหกรรมไฮเทคที่ประสบความสำเร็จที่สุด ทำให้จีนกลายเป็นผู้ส่งออกสินค้าเทคโนโลยีได้
สิ่งที่รัฐบาลจีนทำคือ 1.รัฐช่วยให้เอกชนผู้ผลิตสินค้าไฮเทค ได้ใช้ที่ดินราคาถูกมากหรืออาจเพียง 30% ของราคาประเมิน 2.รัฐช่วยลดภาษี 3.รัฐรับซื้อของที่ผลิตได้เองในประเทศ 4.รัฐสนับสนุนการส่งออก และ 5.รัฐช่วยสร้างระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานและพัฒนาโลจิสติกส์
สองประเทศที่น่าสนใจ คือ สิงคโปร์และจีน ถึงแม้จะแตกต่างกันเรื่องขนาดและจำนวนประชากร แต่สิ่งที่เหมือนกันคือนโยบายของรัฐ ที่เป็นจุดเปลี่ยนในการพัฒนาประเทศแบบก้าวกระโดด รัฐบาลของทั้งสองประเทศเข้ามาจัดการระบบเศรษฐกิจด้วยความมุ่งมั่นให้ประเทศพึ่งพาตัวเองทางเทคโนโลยีและเศรษฐกิจได้ สิงคโปร์แม้มีภาคการผลิตไม่ใหญ่ แต่สามารถสร้างคน ดึงดูดมันสมองทั่วโลกมาพัฒนาอุตสาหกรรมทุกด้านในประเทศ ขณะที่จีนกลายเป็นประเทศผู้ผลิตครบวงจรชั้นนำของโลกไปแล้ว ที่ทั้งคิด ออกแบบ ผลิต และขายสินค้าได้ทั้งโลก
ทั้งสองประเทศอาจเชื่อตามปรัชญามาร์กซิสต์บางส่วนที่ว่า เศรษฐกิจแบบสังคมนิยมนั้น เสรีภาพไม่ควรอยู่เหนือประโยชน์ของสังคมโดยรวม รัฐจึงต้องเข้ามาจัดการทุกอย่าง ทั้งยังคล้ายกับแนวความคิดของ จอห์น เมย์นาร์ด เคนส์ นักเศรษฐศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ชาวอังกฤษ สมัยหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่งที่ว่า เรื่องเศรษฐกิจควรเป็นหน้าที่ของรัฐ
ดังนั้นความเจริญของประเทศจึงอยู่ที่รัฐ เพราะบทบาทเข้มของรัฐจะมีอิทธิพลอย่างมากต่อการพัฒนาประเทศดังตัวอย่างของจีนและสิงคโปร์
การที่จีนฉุดพลเมืองมากกว่า 600 ล้านคนให้หลุดพ้นจากความยากจนได้ ในช่วงเวลาแค่สองทศวรรษ หรือสิงคโปร์สร้างรายได้เพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยเท่าเพียงไม่ถึงชั่วอายุคน จึงเป็นเรื่องที่ไทยควรศึกษาอย่างจริงจัง







