
เตือนไทยใกล้ติดกับดักสภาพคล่อง
โดย...ศุภลักษณ์ เอกกิตติวงษ์
โดย...ศุภลักษณ์ เอกกิตติวงษ์
ปรากฏการณ์ที่สถาบันการเงินปรับลดดอกเบี้ยเงินกู้ 0.25% เพียงขาเดียว โดยไม่ลดดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ และไม่รอให้คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลงก่อน เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นไม่บ่อย
การที่ธนาคารยอมปรับลดดอกเบี้ยเงินกู้ขาเดียว ยอมลดความสามารถในการสร้างรายได้ดอกเบี้ย เพื่อช่วยเหลือลูกค้าโดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) เพราะถ้าไม่บรรเทาความเดือดร้อน หากลูกค้าล้มจะยิ่งกระทบธนาคารหนักกว่า
และอีกหนึ่งเหตุผลหลัก มาจากสภาพคล่องในระบบล้น จากการคงดอกเบี้ยต่ำเป็นเวลานาน การลดดอกเบี้ยอาจจะช่วยระบายสภาพคล่องออกได้บ้าง ผ่านการปล่อยสินเชื่อจากดอกเบี้ยที่จูงใจ เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ในภาวะเศรษฐกิจในประเทศฟื้นตัวช้า
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รายงานว่า สิ้นเดือน ก.พ. 2559 ยอดคงค้างเงินฝากอยู่ที่ 17.48 ล้านล้านบาท ส่วนยอดคงค้างสินเชื่ออยู่ที่ 16.12 ล้านล้านบาท ถ้าดูเฉพาะส่วนต่างของสินเชื่อกับเงินฝากจะเห็นว่ามีสภาพคล่องส่วนเกินถึง 1.37 ล้านล้านบาท
สภาพคล่องส่วนเกินที่อยู่ระดับสูง มาจากเงินฝากที่เติบโตมากกว่าสินเชื่อ โดยเงินฝากเดือน ก.พ.เติบโต 5% ขณะที่สินเชื่อเติบโต 4.8% เท่านั้น เพราะธนาคารยังเข้มงวดคุณภาพลูกหนี้ใหม่ ระวังการเกิดหนี้เสีย ทำให้การอนุมัติสินเชื่อไม่ง่ายนัก
อมรเทพ จาวะลา ผู้อำนวยการอาวุโส สำนักวิจัยธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย ระบุว่า ประเทศไทยใกล้เข้าสู่กับดักสภาพคล่องแล้ว เพราะอัตราดอกเบี้ยอยู่ระดับต่ำ แต่สินเชื่อไม่เติบโต ไม่ว่าจะด้วยความต้องการสินเชื่อไม่มี รวมทั้งการเข้มงวดการปล่อยสินเชื่อ
สะท้อนว่าทฤษฎีในตำราที่เรียนมา ใช้ไม่ได้แล้วกับภาวะเศรษฐกิจไทยในยามนี้ ตามทฤษฎีระบุว่า เมื่อต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านตลาดเงิน ต้องลดดอกเบี้ย เพื่อลดความจูงใจการออม และให้คนนำเงินนั้นไปใช้จ่ายหรือลงทุนให้เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจ
แต่ขณะนี้เห็นได้ว่า ดอกเบี้ยนโยบายของไทยซึ่งอยู่ระดับ 1.5% ต่ำเป็นอันดับ 2 ของอาเซียน รองจากสิงคโปร์ ที่ดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ 1.25% ไม่เพียงแต่คนจะไม่ใช้จ่ายแล้ว ตรงกันข้ามกลับทำให้ผู้บริโภครู้สึกว่าการลดดอกเบี้ยเพราะเศรษฐกิจกำลังไม่ดี จึงมีการเร่งออมมากขึ้น
น่าเป็นห่วงว่าประเทศไทยกำลังเผชิญภาวะเศรษฐกิจเกิดภาวะ “ออมมากเกินไป” (OverSaving) และ “ลงทุนน้อยไป” (Under-Investment) หากลดดอกเบี้ยลงต่อก็อาจจะช่วยได้ไม่มาก และส่งผลให้เกิดการโยกย้ายเงินวิ่งเข้าหาผลตอบแทนสูง (Search for Yield) ซึ่งนำไปสู่ภาวะฟองสบู่ได้
“เรากำลังเจอคล้ายกับญี่ปุ่นและยุโรปที่ลดดอกเบี้ยเงินฝากจนติดลบไปแล้ว แต่อัตราการออมก็ยังสูงมากในกลุ่มที่ต้องการเก็บเงินเพื่อเกษียณ ขณะที่คนที่ลงทุนก็นำเงินออกมาหาสินทรัพย์เสี่ยง แต่เชื่อว่าเราไม่น่าเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ เพราะ ธปท.มีการกำกับดูแลอย่างใกล้ชิด” อมรเทพ กล่าว
สภาพคล่องยิ่งเพิ่มขึ้นเมื่อรวมกระแสเงินในตลาดพันธบัตร หลังจากเฟดส่งสัญญาณไม่รีบขึ้นดอกเบี้ย ทำให้เงินทุนเคลื่อนย้ายกลับทิศ มาไหลเข้าตลาดเกิดใหม่อีกรอบเพื่อหาผลตอบแทนสูง โดยไตรมาสแรกต่างชาติซื้อสุทธิพันธบัตรไทยเกือบ 2 แสนล้านบาท ส่วนใหญ่ไหลเข้าพันธบัตรระยะสั้น ส่งผลให้ค่าเงินบาทแข็งค่าในช่วงไตรมาสแรกราว 2.2% จากสิ้นปีที่แล้ว ทำให้ธนาคารปรับประมาณการค่าเงินบาทสิ้นปีจาก 38 บาท มาอยู่ที่ 36.70 บาท/เหรียญสหรัฐ
สภาพคล่องที่ท่วมท้น ทั้งจากเงินฝากของธนาคารพาณิชย์และเงินทุนไหลเข้ามาหาผลตอบแทนสูง กลายเป็นโจทย์ยากของธนาคารในการบริหารต้นทุนเงินฝาก และเป็นโจทย์ยากของรัฐบาลต้องแก้ไขความสมดุลในระบบเศรษฐกิจ เพราะส่วนต่างการออมและการลงทุนถ่างขึ้นทุกที หากไม่สามารถนำสภาพคล่องมาสร้างกิจกรรมกระตุ้นเศรษฐกิจให้เกิดผลได้
การแก้กับดักสภาพคล่องล้น เป็นภาวะที่นโยบายการเงินแก้ไขไม่ได้ มนตร์ขลังของดอกเบี้ยต่ำคลายมนตร์ลง จึงมีแนวโน้มว่า กนง.จะคงดอกเบี้ยนโยบาย 1.5% ไปถึงสิ้นปี 2560 เพราะลดไปก็มีผลต่อเศรษฐกิจน้อย สู้ตุนกระสุนไว้ เป็นเครื่องมือไว้ใช้บริหารความเสี่ยงในภาวะเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มผันผวนดีกว่า
ส่วนความจำเป็นการขึ้นดอกเบี้ยก็น้อยลง เพราะธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เริ่มส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยช้าลง โดยคาดว่าปีนี้เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยเพียง 1 ครั้ง ระดับ 0.25% ในเดือน ก.ย. และจะไปปรับขึ้นอีก 2 ครั้งราว 0.5% ในปี 2560
ฉะนั้นแนวทางแก้ไขปัญหากับดักสภาพคล่องจึงต้องใช้นโยบายการคลัง โดยภาครัฐต้องเร่งขับเคลื่อนการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน และโครงการร่วมทุนรัฐเอกชน (พีพีพี) ทำให้เกิดการลงทุนภาคเอกชน ซึ่งการลงทุนจะช่วยดูดซับสภาพคล่องในระบบ ส่งผลดีต่อระบบเศรษฐกิจด้วย







