posttoday

ไม่รู้ ไม่ลอง ไม่รวย บทสรุปจาก FINNOMENA กูรู

11 เมษายน 2559

ต้องยกให้เป็น “ปรากฏการณ์” จริงๆ สำหรับ FINNOMENA เพราะเป็นแหล่งรวมพลของกูรูด้านการเงินการลงทุน ที่มั่นใจได้ว่ารู้จริง

โดย...สวลี ตันกุลรัตน์ / [email protected]

ต้องยกให้เป็น “ปรากฏการณ์” จริงๆ สำหรับ FINNOMENA เพราะเป็นแหล่งรวมพลของกูรูด้านการเงินการลงทุน ที่มั่นใจได้ว่ารู้จริง ซึ่งประเทศไทยยังมีเว็บไซต์ในรูปแบบนี้อยู่ไม่มาก

และเมื่อไม่นานมานี้ FINNOMENA ยังสร้างปรากฏการณ์อีกอย่างหนึ่ง นั่นคือ งานสัมมนา “บินให้เป็น เห็นเงินล้าน” ที่ทำให้หอประชุมศาสตราจารย์สังเวียน อินทรวิชัย อาคารตลาดหลักทรัพย์ฯ แห่งใหม่ ถึงกับล้นทะลักด้วยจำนวนคนมากกว่า 600 คน ที่ต้องการจะ “ฝึกบิน”

ในวันนั้น FINNOMENA จัดกูรูตัวจี๊ดมาขึ้นเวทีกัน 4 คน ได้แก่

เจษฎา สุขทิศ ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน INFINITI Global Investors อดีตผู้จัดการกองทุนมือเก๋า เจ้าของนามปากกา FundTalk

ชยนนท์ รักกาญจนันท์ กรรมการบริหาร INFINITI Global Investors แต่นักลงทุนส่วนใหญ่น่าจะรู้จักเขาในชื่อ Mr.Messenger ซึ่งเป็นนามแฝงในเว็บบอร์ดพันทิป และเจ้าของ Blog iammrmessenger.com

ธนัฐ ศิริวรางกูร นักวิเคราะห์กองทุนรวมและนักวางแผนการเงินอิสระ หรือ “หมอนัท” (อดีตสัตวแพทย์) เจ้าของคอลัมน์ Fund Clinic ของ
โพสต์ทูเดย์นี่เอง

ศักดา สรรพปัญญาวงศ์ หรือเอ ผู้ก่อตั้งและวิทยาการ A-Academy โรงเรียนการเงินการลงทุนออนไลน์ที่มียอดเข้าชมหลายล้านครั้ง แถมด้วยสัมมนาให้ความรู้ทางการเงินแบบฟรีๆ

เห็นชื่อและสรรพคุณกูรูทั้ง 4 คน รวมทั้งเนื้อหาความรู้ที่ได้จากบทเรียน “ฝึกบิน” ในวันนั้น ก็อดไม่ได้ที่จะนำมาแบ่งปัน

เจ็บเร็ว... สำเร็จเร็ว

“รีบเจ็บตัวเร็วจะทำให้ประสบความสำเร็จเร็ว” ชยนนท์ เริ่มต้นด้วยประโยคนี้เป็นประโยคแรก และน่าจะเป็นประโยคที่ช่วยให้นักลงทุนรุ่นใหม่เตรียมใจรับความเจ็บปวดกันได้เป็นอย่างดี

เพราะเขาเองก็ “เจ็บมาเยอะ” ก่อนที่จะประสบความสำเร็จในการลงทุนอย่างทุกวันนี้

แต่หลังจากเจอกับความเจ็บปวด สูญเงินลงทุนก้อนแรกไปในเวลาไม่กี่เดือน เขาไม่ได้ย่อท้อและต่อว่าตลาดหุ้น แต่เขามองย้อนกลับไปเพื่อหาว่า “ความผิดพลาด” คืออะไร และก็พบว่า

1.เสี่ยงมากกว่าที่ควรจะเสี่ยง (ทุ่มเงิน 1 แสนบาท ไปกับหุ้นเพียงตัวเดียว ในช่วงเริ่มลงทุน)

2.กระจายความเสี่ยงมากกว่าที่ควรจะกระจาย (ใช้เงินที่เหลืออยู่ 5 หมื่นบาท ซื้อหุ้น 20 ตัว)

เมื่อรู้ว่าข้อผิดพลาดของตัวเอง เขาจึงตั้งต้นใหม่ด้วยการสำรวจตัวเองว่า เขามีความพร้อมที่จะเป็นนักลงทุนหรือไม่ ด้วยการจัดการกับภาระหนี้ เพื่อไม่ทำให้ชีวิตตกอยู่ในความกดดัน จากนั้นจึงเตรียมความพร้อมด้านสภาพคล่องและความพร้อมทางการเงินสำหรับการลงทุน

“สิ่งที่พลาดมากๆ คือ เอาเงินก้อนที่มีอยู่ทั้งหมดไปลงทุน ไม่มีบัญชีเงินฉุกเฉินเวลาอยากได้เงินก็ต้องไปถอนเงินหุ้นออกมาใช้ ทำให้วินัยการลงทุนเสียไป”

ขั้นตอนต่อไปคือ หาความรู้เกี่ยวกับการลงทุน ซึ่งหลังจากไล่อ่านสารพัดตำราทั้งไทยและเทศ ชยนนท์ พบความจริงข้อหนึ่งว่า “การลงทุนไม่มีสูตรสำเร็จ แต่จะทำอย่างไรให้เป็นตัวเองมากที่สุด”

เพราะฉะนั้นเขาจึงเดินหน้าหา “กลยุทธ์การลงทุนของตัวเอง” โดยการค้นหน้าว่า อะไรคือ จุดอ่อนและข้อจำกัดของตัวเขา และอะไรคือ ความชอบและจุดแข็งของตัวเขา ซึ่งแน่นอนว่า แต่ละคนจะมีกลยุทธ์การลงทุนเป็นของตัวเอง และสามารถปรับเปลี่ยนไปได้ เมื่อเวลาและสถานการณ์เปลี่ยนไป

“นักลงทุนมักมองว่าความสำเร็จในการลงทุนเป็นเส้นตรง แต่ชีวิตจริงต้องผ่านอุปสรรคหลายอย่าง ต้องสู้กับความคิดและข้อมูลต่างๆ ที่เข้ามา เพราะฉะนั้นมันไม่ง่ายเลย”

แต่ ชยนนท์ บอกว่า ในการลงทุนเราทุกคนได้รับ “พร 3 ประการ” เหมือนๆ กัน เพียงแต่จะไม่เท่ากัน เพราะ

1.เงินทุนเริ่มต้นไม่เท่ากัน... เงินทุนเริ่มต้นมากกว่าจะได้เปรียบ

2.ระยะเวลาลงทุนต่างกัน... เริ่มต้นลงทุนเร็ว มีเวลาลงทุนนานจะดีกว่า

3.ผลตอบแทนที่ได้ไม่เหมือนกัน... รับความเสี่ยงได้มากกว่า มีโอกาสได้ผลตอบแทนมากกว่า

“แสดงว่า คนจน คนที่เหลือเวลาลงทุนน้อย คนยอมรับความเสี่ยงได้น้อย จะไม่มีโอกาสประสบความสำเร็จจากการลงทุนใช่หรือไม่ ก็ไม่ใช่ เพราะเราสามารถประสบความสำเร็จได้ ถ้ามีวินัยในการลงทุน”

ไม่มีพอร์ตที่ดีที่สุด

“การลงทุนควรมีสินทรัพย์หลากหลายจะทำให้ผลตอบแทนสมูทมากขึ้น ไม่ต้องลงทุนแต่สินทรัพย์เสี่ยงเพียงอย่างเดียว เพราะเราไม่ได้อยากรวยเร็วขนาดนั้น และอย่ามาถามว่า พอร์ตแบบไหนดีที่สุด เพราะมันมีแต่พอร์ตที่เหมาะกับตัวเรามากที่สุด” ธนัฐ ให้คำตอบกับคำถามที่เขามักจะเจอบ่อยๆ นั่นคือ กองทุนไหนดีที่สุด พอร์ตแบบไหนดีที่สุด

แม้ว่าเขาจะตอบไม่ได้ว่า กองทุนอะไรดีที่สุด แต่มีคำแนะนำการค้นหากองทุนที่น่าจะถูกใจมากที่สุด ไว้ 6 ข้อ ที่เขาเรียกว่า 2R 2S 2F

2R คือ ความเสี่ยง (Risk) และผลตอบแทน (Return) ที่ต้องดูควบคู่กันไป และที่สำคัญต้องดูที่ผลตอบแทนระยะยาวมากกว่าที่จะดูว่า กองทุนไหนเป็นแชมป์ในแต่ละปี

2S คือ สไตล์การลงทุนของกองทุน (Style) และการเลือกหุ้นของผู้จัดการกองทุน (Selection) ซึ่งข้อมูลเหล่านี้สามารถหาได้จากรายงานของกองทุน หรือเข้าไปที่ morningstarthailand.com จะช่วยได้

2F คือ ค่าธรรมเนียม (Fee) อย่าละเลยกับค่าธรรมเนียมที่แม้จะดูเล็กน้อย แต่ก็สามารถดูดผลตอบแทนไปได้มาก โดยเฉพาะกองทุนต่างประเทศ ที่ถูกคิดค่าธรรมเนียมสองต่อ และผู้จัดการกองทุน (Fund Manager) อย่างน้อยก็ให้รู้จักว่า เขาคือใคร มีประวัติอย่างไร

“กองทุนที่ผมว่าดี อาจจะไม่ดีสำหรับคุณก็ได้ เพราะข้อมูลแต่ละคนไม่เท่ากัน เพราะฉะนั้นควรเลือกลงทุนอะไรที่เหมาะกับเราที่สุด แล้วค่อยๆ ศึกษา ค่อยๆ ปรับ กันไป” ธนัฐ แนะนำ

ตัดสินใจแล้วลงมือทำ

“มีกบ 5 ตัวอยู่บนขอนไม้ มี 4 ตัวตัดสินใจกระโดดลงน้ำ จะเหลือกบบนขอนไม้กี่ตัว... เหลือ 5 ตัวเหมือนเดิม เพราะตัดสินใจแต่ยังไม่ได้ลงมือทำ”

เจษฎา บอกว่า นี่คือแรงบันดาลใจให้เขากระโดดลงมาจากขอนไม้ในตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) มาทำธุรกิจบริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน (บลน.) อินฟินิติและฟินเทคอีกหลายธุรกิจ

“ต้องถามตัวเองว่า เราลงทุนเพื่ออะไร เพราะบ่อยครั้งที่เราซื้อความสุขในวันนี้ โดยไม่ดูเลยว่า เรากำลังแลกกับอะไร หลายคนมีเงินไปเที่ยว ทั้งๆ ที่ไม่มีเงินลงทุน ไม่มีการวางแผนเกษียณ ในขณะที่เงินออมจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพจะพอใช้ไปแค่ 8 ปีหลังเกษียณเท่านั้น”

เพราะฉะนั้นการลงทุนคือ คำตอบ

เจษฎา พูดถึงการลงทุนในสองสไตล์สำหรับการลงทุนด้วยตัวเองคือ ลงทุนแบบจัดพอร์ตและการลงทุนแบบเลือกหุ้นรายตัว

“ลงทุนแบบจัดพอร์ต ถ้าจะให้เวิร์กต้องมีเวลา ต้องเข้าใจโมเดล Asset Allocation ต้องอ่านและวิเคราะห์ข้อมูลข่าวสาร และบทวิจัยทุกวัน ต้องตัดสินใจเพิ่มหรือลดน้ำหนักสินทรัพย์แต่ละประเภท และต้องปรับพอร์ตอยู่เสมอ”

พร้อมกันนี้ เจษฎา แนะนำพอร์ตลงทุนสำหรับคนที่รับความเสี่ยงได้ปานกลาง ลงทุนระยะยาว และคาดหวังผลตอบแทน 10% ต่อปี ว่าในช่วงนี้ควรมี...

หุ้น 30% เพราะเศรษฐกิจโลกก็ไม่ได้ เศรษฐกิจไทยก็ยังไม่ดี และแบ่ง 40% ไปลงทุนแบบ Absolute Return โดยอาจจะกระจายใช้หลายๆ กลยุทธ์ เช่น Trend Following หรือ Long/Short ผสมๆ กันไป ที่เหลือ 30% ลงทุนตราสารหนี้

“ถ้าตลาดเป็นขาขึ้น พอร์ตนี้จะให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 10% แต่ถ้าตลาดขาลงกองหน้า (หุ้น) ยุบแน่ แต่กองกลาง (Absolute Return) จะได้ 5-6% ช่วยรักษากองหน้าเอาไว้ไม่ให้เจ็บตัวมาก เพราะพอร์ตแบบนี้กองกลางจะแน่นมาก แต่สิ่งสำคัญคือ พอร์ตจะไม่อยู่แบบนี้ไปตลอด ต้องเปลี่ยนไปตามสถานการณ์”

ถ้าเป็นนักลงทุนแบบเลือกหุ้นรายตัวที่ประสบความสำเร็จต้องรู้จักบริษัท ธุรกิจ ผู้บริหารอย่างลึกซึ้ง ติดตามและคาดการณ์งบการเงินทุกไตรมาส ทำกำไรเมื่อมูลค่าแพงเกิน หรือพื้นฐานเปลี่ยน ทั้งยังต้องเข้าใจเศรษฐกิจมหภาคและแนวโน้มอุตสาหกรรม

“ถ้าจะเป็นนักลงทุนหุ้นรายตัวที่ประสบความสำเร็จ ต้องห้ามฟังคนอื่นว่าให้ซื้ออะไร เพราะมันจะเป็นปลายน้ำ ต้องอ่านเอง ศึกษาเอง และต้องกล้าทำกำไร กล้าขายตัดขาดทุน”

รีดพลังออกมาให้สุด

“หนังสือการเงินที่ขายดีมักจะมีคำว่า ง่ายๆ ไม่ต้องทำอะไรมาก เร็วๆ ด่วนๆ แต่สิ่งเหล่านี้มันตอบโจทย์ชีวิตเราหรือไม่ เพราะการลงทุนไม่ใช่แค่การเอาเงินไปใส่ไว้ตราสาร แต่เป็นการสร้างรายได้” ศักดา กระตุ้นเตือนให้เรามองไปการใช้ทรัพย์สินเพื่อสร้างกระแสเงินสด หรือ Passive Income

ศักดา บอกว่า เราควรเริ่มต้นการลงทุนด้วยการคิดว่า เราจะมีอิสรภาพทางการเงินไปทำไม เพราะวันหนึ่งที่เรามี Passive Income แล้วอยู่เฉยๆ ไม่ได้ทำอะไร ไม่นานก็จะเบื่อ ชีวิตจะเฉา

“โจทย์ในชีวิตคือ ถ้าสะสมทรัพย์สินได้ 1 ล้านบาท แล้วเอาไปวางในอะไรก็ได้ที่ให้ผลตอบแทนปีละ 6% แล้วทำให้มีรายได้เดือนละ 5,000 บาท เราอยู่ได้ไหม หรือจะมี 4 ล้านบาท เพื่อให้ได้เดือนละ 2 หมื่นบาท แต่ถ้ามี 10 ล้านบาท จะได้เดือนละ 5 หมื่นบาท”

ผลตอบแทนประมาณ 6% ต่อปี ศักดา บอกว่า หาได้ไม่ยาก

โดยที่ปัจจัยเบื้องหลังความสำเร็จ คือ

1.สร้างคุณค่าในชีวิตเพื่อสร้างทักษะและรายได้ที่ดีขึ้น

2.ใช้จ่ายแบบพอเพียง ของหลายอย่างในชีวิตรอได้ไม่ต้องรีบ

3.ลงทุนอย่างต่อเนื่อง อย่างมีแบบแผนและแนวทาง

“คนส่วนใหญ่มุ่งไปที่ข้อ 3 แต่เรามักลืมพลังของตัวเอง ต้องกลับมาดูว่า เรารีดพลังของตัวเองออกมาได้ดีหรือยัง ย้อนมาดูว่า เรามีคุณค่าอะไร จะมีรายได้มากขึ้นได้อย่างไร ผมไม่มีรายได้ก็หารายได้ รับจ้างพิมพ์งาน แจกใบปลิว และนำรายได้พวกนี้ไปลงทุน ซึ่งทุกวันนี้รายได้เหล่านั้นยังอยู่ในพอร์ตและโตเป็นสิบๆ เท่าแล้ว”

ในการหารายได้ เราไม่จำเป็นต้องทำอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่เราอาจจะมีรายได้ประจำเป็นฐานที่มั่น แล้วอาจจะยอมตื่นเช้าขึ้นอีกหน่อยมาทำธุรกิจเล็กๆ ค้าขายเล็กๆ น้อยๆ หรือถ้ามีทักษะพิเศษอะไรก็นำออกมาหารายได้ ไม่ว่าจะเป็นเขียนหนังสือ คลิปวิดีโอ

“ขยันให้ถูกที่ ต้องเป็นส่วนผสมระหว่างสิ่งที่รัก (Passion) ทำได้ดี (Skil) และมีคนต้องการ (Market)”

นอกจากนี้ ยังต้องลดรายจ่าย โดยแยกให้ได้ว่า อะไรคือ “คุณค่าแท้” อะไรคือ “คุณค่าเทียม” ซึ่งการเร่งซื้อรถ ซื้อบ้าน ซื้อของชิ้นใหญ่ เราจะเสียเงินเสียโอกาส เพราะทั้งรถและบ้านเป็น Passive Expense ที่ทำให้มีรายจ่ายต่อเนื่องปีละหลายแสนบาท โดยไม่ได้สร้าง Passive Income

พร้อมกับทิ้งท้ายปัจจัยความสำเร็จไว้ว่า “ต้องกล้าฝัน (Dream) มีแผนรองรับ (Plan) ลงมือทำ (Action) และไม่ล้มเลิก (Stay)”

ข่าวล่าสุด

"เอกนิติ" แจงโครงการคนละครึ่งพลัส แจก 200 บาท 10 เดือนไม่จริง