posttoday
เศรษฐกิจฟื้นแต่ความเชื่อมั่นหาย

เศรษฐกิจฟื้นแต่ความเชื่อมั่นหาย

09 เมษายน 2559

เศรษฐกิจไทยผ่านไตรมาสแรกไปอย่างหงอยเหงา เพราะกิจกรรมทางเศรษฐกิจไม่คึกคักเท่าที่ควร

เศรษฐกิจไทยผ่านไตรมาสแรกไปอย่างหงอยเหงา เพราะกิจกรรมทางเศรษฐกิจไม่คึกคักเท่าที่ควร การบริโภคภาคเอกชนแทบจะไม่เพิ่ม แถมการส่งออกที่คาดว่าจะดีกลับตกต่ำเกินคาด จนทำให้ทั้งธนาคารแห่งประเทศไทยและกระทรวงการคลังปรับลดอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจปีนี้ลงเป็นเติบโตไม่เกิน 3%

แต่ อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง ยืนยันว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในขณะนี้เริ่มกลับมาฟื้นตัวได้บ้างแล้ว โดยได้รับแรงสนับสนุนจากรายจ่ายภาครัฐบาล รายจ่ายลงทุนที่ขยายตัวได้ในระดับสูงที่ 36.9% โดยเฉพาะการลงทุนในหมวดก่อสร้างสะท้อนจากภาษีจากการทำธุรกรรมอสังหาริมทรัพย์กลับมาขยายตัวที่ 3.7% ภาคการท่องเที่ยวขยายตัวได้ดีเติบโตขึ้นถึง 16%

นอกจากนี้ การที่ธนาคารพาณิชย์ลดดอกเบี้ยเงินกู้ลง 0.25% ก็ช่วยให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีมีต้นทุนที่ต่ำลง ทำให้สภาพคล่องดีขึ้นและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นของรัฐบาลที่ออกเป็นช่วงๆ เช่น โครงการช็อปปิ้งเพื่อชาติเมื่อเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ และนำค่าใช้จ่ายการท่องเที่ยวและกินอาหารช่วงวันหยุดยาวในเทศกาลสงกรานต์มาหักภาษีได้ไม่เกิน 1.5 หมื่นบาท

“หลังจากนี้หากเศรษฐกิจเกิดปัญหา รัฐบาลก็พร้อมออกมาตรการกระตุ้นเพิ่มเติม ขณะนี้ยังไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง” รมว.คลัง กล่าว

ด้าน สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี มองว่า แนวโน้มการลงทุนเริ่มมีสัญญาณที่ดีขึ้นชัดเจนจากตัวเลขขอรับส่งเสริมการลงทุนไตรมาสแรกปีนี้ (ม.ค.-มี.ค.) มี 311 โครงการ มูลค่า 8.99 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 3-4 เท่า เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะเดียวกันได้มอบหมายให้บีโอไอตั้งหน่วยงานเฉพาะกิจเพื่อติดตามรายบริษัทที่ได้รับการส่งเสริมลงทุนมีการลงทุนที่เกิดขึ้นจริงในปีนี้ 6-7 แสนล้านบาท

“เป้าหมายยอดขอส่งเสริมการลงทุนในปีนี้ที่กำหนดไว้ 4.5 แสนล้านบาท เชื่อว่าจะสามารถทำได้ โดยคาดการณ์ว่าจะมีนักลงทุนมายื่นโครงการในช่วงไตรมาส 2 อีกกว่า 1 แสนล้านบาท ดังนั้นในช่วง 6 เดือนแรกของปีจะมีโครงการใหญ่ที่จะเข้ามายื่นขอบีโอไอประมาณ 2 แสนล้านบาท หรือคิดเป็น 45% ของเป้าหมายในปี 2559” สมคิด กล่าว

ขณะที่ยอดคำขอใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน (ร.ง.4) ในไตรมาสแรกของปีนี้ ทั้งในส่วนการตั้งโรงงานใหม่และการขยายโรงงาน พบว่า อยู่ที่ 1,181 โรงงาน เพิ่มขึ้นจากไตรมาสแรกของปีก่อนที่มียอดยื่นขอ 1,096 โรงงานหรือเพิ่มขึ้น 7.75% มูลค่าลงทุนอยู่ที่ 1.13 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีมูลค่าลงทุน 9.36 หมื่นล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 21%

สำหรับบรรยากาศที่ดีขึ้น ทำให้ กานต์ตระกูลฮุน ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลกล่าวว่า ภาพรวมยอดจำหน่ายปูนซีเมนต์ในประเทศปรับตัวดีขึ้น โดยไตรมาสแรกเฉลี่ยขยายตัว 5% เทียบกับไตรมาสสุดท้ายของปีก่อน ในขณะที่ยอดจำหน่ายปูนซีเมนต์ในภาคที่อยู่อาศัยติดลบ 2% ถือว่าติดลบน้อยลง เมื่อเทียบกับปี 2558 ที่เฉลี่ยติดลบ 5% ส่วนภาคธุรกิจขยายตัว 1% ปรับตัวดีขึ้นเทียบกับปีก่อนติดลบ 1-2% และยอดจำหน่ายในส่วนของโครงการพื้นฐานขยายตัว 19% ปรับตัวดีขึ้นเทียบกับปีก่อนขยายตัว 11%

“ปริมาณการใช้ปูนซีเมนต์ที่เพิ่มขึ้นถือเป็นดัชนีชี้วัดทางเศรษฐกิจที่ปรับตัวดีขึ้นอีกตัวหนึ่ง” กานต์ ระบุ

แม้ตัวเลขดัชนีต่างๆ จะเอียงไปในทางที่ดีขึ้น แต่ ธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เห็นว่าความเชื่อมั่นของผู้บริโภคยังไม่ดีขึ้นเท่าที่ควร ผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคเดือน มี.ค. ค่าดัชนีอยู่ที่ 73.4 ลดลงจากเดือนก่อนอยู่ที่ 74.7 ซึ่งเป็นการปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 และต่ำสุดในรอบ 5 เดือน นับตั้งแต่เดือน พ.ย. 2558

ทั้งนี้ เป็นการปรับลดลงในทุกค่าดัชนี โดยดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวมลดลงมาอยู่ที่ 62.4 จาก 63.5 ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสในการหางานทำที่ลงมาอยู่ที่ 68.8 จาก 69.7 ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคตลงมาอยู่ที่ 89.5 จาก 90.7 ในเดือน ก.พ.

“ดัชนีความเชื่อมั่นสะท้อนให้เห็นว่า ผู้บริโภคเริ่มกังวลต่อสถานการณ์เศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะปัญหาภัยแล้งที่รุนแรงขึ้น เศรษฐกิจมีสัญญาณซึมตัวลงและยังไม่ฟื้นตัว” ธนวรรธน์ กล่าว

แต่เพื่อเรียกความเชื่อมั่น รมว.คลัง ย้ำว่า สิ่งที่รัฐบาลจะเร่งดำเนินการในช่วงครึ่งปีหลังนี้คือ การเดินหน้าลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะในเรื่องของรถไฟฟ้าสายต่างๆ

“ครึ่งปีหลังนี้ต้องเห็นแน่ โครงการลงทุนต่างๆ ตอนนี้สายสีเหลือง สีชมพู ก็ผ่าน ครม.ไปแล้ว ตอนนี้ที่ดูคือ สายสีน้ำเงิน สีม่วง ที่ต้องทำให้เกิดจริง ส่วนมอเตอร์เวย์ เราได้เซ็นสัญญาไปแล้ว แต่ไม่มีคนพูดถึงเท่าไหร่ เพราะเราไม่ได้โม้ไว้ เราพูดแต่เรื่องรถไฟเท่านั้น” อภิศักดิ์ กล่าว

สำหรับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานคาดว่าจะลงนามในสัญญาปีนี้ได้ 20 โครงการ เป็นการลงทุนก่อสร้างถนน รถไฟ รถไฟฟ้า การจัดการน้ำ สนามบิน มี 8 โครงการ ที่ลงนามได้ทัน และ 12 โครงการลงนามล่าช้า 1-2 เดือน แต่เม็ดเงินลงทุนลดจาก 1.7 ล้านล้านบาท เหลือ 1.5 ล้านล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะสามารถเบิกจ่ายเม็ดเงินลงทุนได้ทันปีนี้ 1.2 แสนล้านบาท ซึ่งกระทรวงการคลังเชื่อว่าการลงทุนตามแผนดังกล่าวจะเป็นตัวกระตุ้นภาคเอกชนให้เกิดการลงทุนต่อเนื่อง และส่งผลดีต่อการขยายตัวเศรษฐกิจปีนี้

ข่าวล่าสุด

ทีทีบีเตือนยุค AI งานซ้ำเสี่ยงหาย เร่งสร้างทักษะใหม่

ทีทีบีเตือนยุค AI งานซ้ำเสี่ยงหาย เร่งสร้างทักษะใหม่