
บทเรียน วิกฤตชาร์ป
โดย...ยุทธศักดิ์ คณาสวัสดิ์ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน
โดย...ยุทธศักดิ์ คณาสวัสดิ์ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน
บริษัท ชาร์ป นับว่าเป็นผู้นำในด้านนวัตกรรมของญี่ปุ่น ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2455 ปัจจุบันอายุมากถึง 104 ปี โดยช่วงที่ผ่านมาได้สร้างเกียรติประวัติมากมาย เป็นต้นว่า เป็นผู้ผลิตเครื่องคิดเลขจอ LCD รายแรกของโลกเมื่อปี 2516 เป็นผู้ผลิตโทรทัศน์จอ LCD รายแรกของโลกเมื่อปี 2529 เป็นผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือที่ติดกล้องถ่ายรูปรายแรกของโลกเมื่อปี 2543 ฯลฯ
แต่ในช่วง 7-8 ปีที่ผ่านมา สถานการณ์ทางการเงินของชาร์ปได้เลวร้ายลงตามลำดับ ขาดทุนจำนวนมากจนเกือบล้มละลาย ในที่สุดเมื่อต้นเดือน เม.ย. 2559 ได้ขายหุ้นข้างมาก 66% ให้แก่บริษัท ฮอนไห่ ของไต้หวันในราคา 1.2 แสนล้านบาท ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญได้ศึกษาวิเคราะห์ถึงบทเรียนราคาแพงของชาร์ปไว้หลายประการ
ประการแรก การเปลี่ยนแปลงจากเทคโนโลยีอะนาล็อกมาสู่ดิจิทัล ทำให้การออกแบบและผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ง่ายขึ้นมาก โดยปรับเปลี่ยนไปสู่ Open design และใช้ชิ้นส่วนแบบโมดูล ดังนั้น บริษัทเกาหลี ไต้หวัน และจีน ที่แม้เริ่มต้นทำธุรกิจด้านนี้ช้ากว่าญี่ปุ่น แต่สามารถตามทันอย่างรวดเร็ว ทำให้การแข่งขันทวีความรุนแรงขึ้นมาก
ประการที่สอง ขาดความใกล้ชิดกับลูกค้า โดย โคโซะ ทาคาฮาชิ ผู้บริหาร บริษัท ชาร์ป เล่าประสบการณ์ของตัวเองเมื่อครั้งเป็นวิศวกร ขณะกำลังปรึกษาหารือกับลูกค้าเกี่ยวกับต้นแบบของผลิตภัณฑ์ใหม่ที่จะวางตลาดในอนาคต แต่เมื่อผู้บริหารของบริษัทต้องการพบหัวหน้าแผนกไม่ใส่ใจลูกค้าแต่อย่างใด โดยสั่งให้เขาเลิกประชุมและเดินทางไปพบผู้บริหารทันที
ประการที่สาม มีขั้นตอนการดำเนินการยุ่งยาก ทาคาฮาชิได้กล่าวถึงวัฒนธรรมของชาร์ปว่าจะใช้เวลาในการปรึกษาหารือ ประสานงาน จัดทำรายงาน ฯลฯ มากเกินความจำเป็น ส่งผลทำให้ตัดสินใจล่าช้ากว่าคู่แข่ง
ประการที่สี่ กิจการโดยส่วนใหญ่ขาดทุนหรือไม่ทำกำไร แต่กลับไม่ขายกิจการเหล่านี้ออกไป ก่อให้เกิดภาระอย่างมาก ทำให้ขาดเงินทุนในการปรับปรุงประสิทธิภาพและวิจัยและพัฒนา และประการที่ห้า ที่ผ่านมาพึ่งพากำไรจากธุรกิจจอ LCD เป็นหลัก แต่ระยะหลังขาดเงินทุนวิจัยและพัฒนา ดังนั้น เกาหลีใต้ ไต้หวัน และจีน เริ่มตามทันด้านเทคโนโลยี LCD ก่อให้เกิดการแข่งขันด้านราคาอย่างรุนแรง
แม้จะได้รับเงินอัดฉีดจากฮอนไห่ 1.2 แสนล้านบาท เพื่อนำมาฟื้นฟูกิจการ แต่ปีที่ผ่านมาขาดทุนมากถึง 5 หมื่นล้านบาท หากไม่ปรับเปลี่ยนการบริหารจัดการครั้งใหญ่ ก็มีแนวโน้มจะประสบปัญหาทางการเงินซ้ำอีก โดยการที่ฮอนไห่มาซื้อกิจการ น่าจะเป็นผลดีต่อชาร์ป เนื่องจาก 2 บริษัท แตกต่างกัน น่าจะเสริมจุดแข็งและกำจัดจุดอ่อน ซึ่งชาร์ปจะเชี่ยวชาญด้านวิจัยและพัฒนา ขณะที่ฮอนไห่มีวัฒนธรรมตัดสินใจเร็ว กล้าได้กล้าเสีย และเชี่ยวชาญด้านการผลิตจำนวนมากโดยมีต้นทุนต่ำ







