
รับสมัคร4บอร์ดปั้นทีวีสาธารณะ
โพสต์ทูเดย์
— กรรมการสรรหารับสมัคร กรรมการนโยบาย ส.ส.ท. 5 ส.ค.นี้ หลังชุดเก่าจับสลากออก 4 คน เผยบรรลุทีวีสาธารณะแค่ 60%นายเดชอุดม ไกรฤทธิ์ ผู้แทนสภาทนายความ ในฐานะประธานกรรมการสรรหาคณะกรรมการนโยบายองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) เปิดเผยว่า คาดจะประกาศรับสมัครคัดเลือกกรรมการนโยบาย ส.ส.ท. ในวันที่ 5 ส.ค.นี้ โดยเป็นการประกาศรับสมัครปรับแก้ไขตามข้อเท็จจริง ที่มีกรรมการจับสลากออก 4 คน คือเป็นผู้แทนฝ่ายสื่อสารมวลชน 2 คน ฝ่ายสังคม 1 คน และฝ่ายบริหารจัดการ 1 คน และจะใช้เวลาในการคัดเลือกอย่างน้อย 60 วัน หรือได้กรรมการนโยบายชุดใหม่ภายในเดือน พ.ย.นี้
สำหรับขั้นตอนการดำเนินงานจะมีทั้งเปิดรับสมัครและให้องค์กรต่างๆ เสนอชื่อ และกรรมการสรรหาจะคัดเลือกผู้มีคุณสมบัติครบถ้วนจำนวน 2 เท่า หรืออย่างน้อย 8 คน และคัดเลือกรอบสุดท้ายจากการแสดงวิสัยทัศน์
กรรมการนโยบายที่จับสลากออกครั้งนี้ ประกอบด้วย นายเกริกเกียรติ พิพัฒน์เสรีธรรม ประธานกรรมการฯ จากฝ่ายบริหาร นายสมชัย สุวรรณบรรณ กรรมการฝ่ายสื่อ นางเอื้อจิต วิโรจน์ไตรรัตน์ กรรมการฝ่ายสื่อ และนายจอน อึ๊งภากรณ์ กรรมการฝ่ายประชาสังคม
นายเกริกเกียรติ กล่าวว่า ช่วง 2 ปีที่เข้ารับตำแหน่งประธานกรรมการนโยบาย ส.ส.ท. ถือว่าดำเนินงานบรรลุเป้าหมายระดับหนึ่ง เพราะปัญหาใหญ่ของ ส.ส.ท. คือบุคลากรที่เข้าใจการทำงานของสื่อสาธารณะมีน้อย คนทำงานที่มีอยู่ส่วนใหญ่เคยทำโทรทัศน์ธุรกิจ ทำให้ปรับตัวยาก โดยรวมประเมินว่าการเป็นสื่อสาธารณะของทีวีไทย ทำได้ประมาณ 60% เท่านั้น
สิ่งที่เห็นการเปลี่ยนแปลงบ้าง คือ หน้าจอโทรทัศน์ ที่ทีวีไทยทำให้เห็นความแตกต่างได้บ้างระหว่างโทรทัศน์ธุรกิจและสื่อสาธารณะ และในเชิงของความเป็นอิสระ ตามจรรยาวิชาชีพ ถือว่าทำได้ระดับหนึ่งเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะเสียงตอบรับในช่วงการรายงานสถานการณ์วิกฤติการเมืองในเดือนเม.ย.พ.ค.
“
กรรมการฯ ได้สรุปบทเรียนไว้แล้วในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ที่จะต้องปรับเปลี่ยนและเดินหน้าต่อไป ทั้งในเรื่องของโครงสร้างองค์กร การสร้างคน วัฒนธรรมองค์กรของความเป็นสื่อสาธารณะ ที่ถือเป็นเรื่องใหม่ในประเทศไทย รวมถึงการขยายสื่อใหม่ ๆ ให้สอดคล้องกับภารกิจขององค์การ” นายเกริกเกียรติกล่าวนายเทพชัย หย่อง ผู้อำนวยการ ส.ส.ท. กล่าวว่า ปีหน้าจะเห็นการเปลี่ยนแปลงชัดเจนขึ้นผ่านหน้าจอโทรทัศน์ทีวีไทย โดยเฉพาะเรื่องข่าวและรายการที่จะแตกต่างชัดจากสื่อกระแสหลักเช่น การไม่ทำข่าวตามกระแส แต่เน้นการให้ความรู้อย่างรอบด้านแก่ประชาชน
นอกจากนี้ รายการประเภทสาระบันเทิงของทีวีไทย ถือเป็นความท้าทายที่จะต้องสร้างความแตกต่างจากสถานีโทรทัศน์เชิงพาณิชย์ โดยเฉพาะละคร ซึ่งขณะนี้ได้ตั้งกรรมการวางยุทธศาสตร์ด้านการละครขึ้นมาโดยเฉพาะ ที่ตั้งโจทย์ไว้ว่าเป็นละครดูสนุก ให้สาระและแรงบันดาลใจไปพร้อม ๆ กัน







