
ไต้หวันหั่นดอกเบี้ยอีกกู้ศก.
ไต้หวันหั่นดอกเบี้ยอยู่ที่ 1.5% เหตุส่งออกหด 13 เดือนติด ด้านสิงคโปร์เล็งคืนภาษี-ปล่อยสินเชื่อ
ไต้หวันหั่นดอกเบี้ยอยู่ที่ 1.5% เหตุส่งออกหด 13 เดือนติด ด้านสิงคโปร์เล็งคืนภาษี-ปล่อยสินเชื่อ
ธนาคารกลางไต้หวันปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.125% อยู่ที่ 1.5% ซึ่งเป็นการลดดอกเบี้ยลงติดต่อกันเป็นไตรมาส 3 เนื่องจากภาคการส่งออกไม่ฟื้นตัวและส่งผลกระทบต่อตลาดแรงงาน
ทั้งนี้ เศรษฐกิจของไต้หวันหดตัวติดต่อกัน 3 ไตรมาส เนื่องจากภาคการส่งออกที่ปรับตัวลงต่อเนื่อง 13 เดือน จากเศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัว ส่งผลกระทบต่อเนื่องยังตลาดแรงงานและเพิ่มความเสี่ยงว่าภาคการบริโภคจะยังคงซบเซา
แถลงการณ์ของธนาคารกลางไต้หวัน ระบุว่า ในช่วงที่ผ่านมาธนาคารกลางหลายประเทศได้ผ่อนคลายนโยบายทางการเงิน ปรับลดอัตราดอกเบี้ย และเพิ่มงบลงทุน ซึ่งการปรับลดอัตราดอกเบี้ยจะช่วยกระตุ้นการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไต้หวันได้
วูดส์ เฉิน นักเศรษฐศาสตร์ของธนาคารต้าจ้งในไต้หวัน กล่าวว่า การปรับลดอัตราดอกเบี้ยจะส่งผลกระทบน้อยมาก อย่างไรก็ตาม ธนาคารกลางไต้หวันจำเป็นต้องลดอัตราดอกเบี้ยลง
ทั้งนี้ สอดคล้องกับ ชูฮุย เชีย นักวิเคราะห์ความเสี่ยงในเอเชียของบีเอ็มไอ รีเสิร์ช ที่ระบุว่า การลดดอกเบี้ยไม่เพียงพอในการกระตุ้นเศรษฐกิจ เนื่องจากเศรษฐกิจไต้หวันได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจจีน คู่ค้ารายใหญ่สุดของไต้หวันที่ชะลอตัวและการบริโภคในจีนยังไม่
ฟื้นตัว
“เป้าหมายต่อไปของธนาคารกลางไต้หวัน คือ การปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้และอ่อนค่าเงินเหรียญไต้หวัน หรืออย่างน้อยจำกัดการแข็งค่าของสกุลเหรียญไต้หวัน” เฉิน กล่าว
ด้าน จอห์น จู นักเศรษฐศาสตร์ของธนาคารเอชเอสบีซี โฮลดิ้งส์ ในฮ่องกง ระบุว่า อัตราการว่างงานของไต้หวันในเดือน ก.พ. ปรับตัวขึ้นจากจุดต่ำสุดที่ 3.73% ไปอยู่ที่ 3.94% โดยอัตราการว่างงานของวัยหนุ่มสาวยังอยู่ในระดับสูงและตลาดแรงงานยังไม่ฟื้นตัว
ขณะเดียวกัน เฮง สวี เกียต รัฐมนตรีคลังของสิงคโปร์ กล่าวว่า รัฐบาลสิงคโปร์จะเพิ่มงบประมาณประจำปี 2016 เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยการคืนภาษี และจะปล่อยสินเชื่อมูลค่า 1,500 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 5.3 หมื่นล้านบาท) แก่ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี)
นอกจากนี้ รัฐบาลจะสนับสนุนภาคธุรกิจที่เผชิญกับปัญหาด้านแรงงานและได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลก รวมถึงจะผ่อนผันการเสียภาษีของแรงงานต่างชาติที่ทำงานในกลุ่มบริษัทสำรวจและขุดเจาะพลังงานนอกชายฝั่ง
อย่างไรก็ดี ภาคการผลิตและอิเล็กทรอนิกส์ถือเป็นเสาหลักสำหรับเศรษฐกิจของสิงคโปร์ที่ได้รับผลกระทบจากภาคการส่งออกที่ลดลง อีกทั้งตลาดแรงงานยังเผชิญกับสังคมผู้สูงอายุ
เฮง ระบุว่า การปรับโครงสร้างเป็นเรื่องเร่งด่วนและจำเป็น เนื่องจากภาคการผลิตยังไม่แข็งแกร่ง อีกทั้ง รัฐบาลจะเฝ้าระวังตลาดอสังหาริมทรัพย์อย่างใกล้ชิด และยังไม่ถึงเวลาที่ต้องผ่อนปรนการบังคับใช้มาตรการต่างๆ ในเร็วๆ นี้เพื่อทำให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์สงบ







