
เตือนรับมือบาทแข็งค่า หลังอีซีบีกระตุ้นชุดใหญ่
การประกาศผ่อนคลายทางการเงินชุดใหญ่เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี)ถือว่าช็อกตลาดพอควร
โดย...ทีมข่าวการเงินโพสต์ทูเดย์
การประกาศผ่อนคลายทางการเงินชุดใหญ่เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) เมื่อวันที่ 10 มี.ค.ที่ผ่านมา ถือว่าช็อกตลาดพอควร เพราะมีทั้งการลดดอกเบี้ยเงินฝากเป็นลบ 0.4% จากเดิมลบ 0.3% เพิ่มวงเงินซื้อสินทรัพย์ หรือคิวอี เป็นเดือนละ 8 หมื่นล้านยูโร จาก 6 หมื่นล้านยูโร
ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ผลจากมาตรการดังกล่าว และสัญญาณผ่อนคลายทางการเงินของธนาคารกลางชั้นนำของโลกหลายแห่ง ประกอบกับความไม่แน่นอนของจังหวะการขึ้นดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะทำให้เม็ดเงินต่างชาติบางส่วนทยอยไหลเข้าตลาดเงินของไทย โดยตั้งแต่ต้นปีนี้ นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิหุ้นและพันธบัตรไทย รวมแล้วกว่า 5 หมื่นล้านบาท ขณะที่เงินบาทแข็งค่าสุดในรอบ 7 เดือน ใกล้ๆ 35.10 บาท/เหรียญสหรัฐ และภาคธุรกิจควรให้ความสำคัญในการบริหารความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากมีความเสี่ยงมากขึ้นที่จะเห็นเงินบาทแข็งค่า 35 บาท/เหรียญสหรัฐ ได้ในระยะสั้น
เช่นเดียวกับ ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ หรืออีไอซี ที่ให้จับตาดูการแข็งค่าของเงินบาทช่วงสั้น โดยตั้งแต่ต้นปี เงินบาทแข็งค่าเพียง 2.3% ขณะที่เงินริงกิต มาเลเซียแข็งค่า 4.2% และค่าเงินรูเปียห์อินโดนีเซียแข็งค่า 5.1% และยังคงมุมมองว่า เฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ยในไตรมาส 2 และ 4 ของปีนี้ ทำให้เงินบาทยังคงมีแนวโน้มอ่อนค่า และอยู่ที่ระดับ 37 บาท/เหรียญสหรัฐ ในช่วงสิ้นปีนี้
อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว. คลัง เปิดเผยว่า ไม่ห่วงเรื่องเงินทุนไหลเข้าประเทศไทย และเชื่อว่าผลกระทบจากการลดดอกเบี้ยธนาคารกลางยุโรปจะไม่รุนแรง เมื่อเทียบกับเฟด และการมีเงินไหลเข้าถือว่าเป็นเรื่องดี สำหรับเงินบาทที่แข็งค่า ต้องไปดูการแข็งค่าของประเทศเพื่อนบ้านที่เป็นคู่แข่งและคู่ค้ากับไทยด้วย ซึ่งขณะนี้เชื่อว่าค่าเงินบาทไทยไม่ได้แข็งค่าสูงกว่าประเทศเพื่อนบ้าน
ด้านความเคลื่อนไหวค่าเงิน นักบริหารเงินจากธนาคารพาณิชย์ ระบุว่า เงินบาทปิดตลาดที่ 35.16-35.17 บาท/เหรียญสหรัฐ แข็งค่าจากช่วงเปิดตลาดที่ 35.21 บาท/เหรียญสหรัฐ
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รายงานฐานะเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ ณ วันที่ 4 มี.ค. 2559 ว่า อยู่ที่ระดับ 1.696 แสนล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 6.008 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า 1,600 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 5.6 หมื่นล้านบาท หากคิดอัตราแลกเปลี่ยนเปิดตลาดเช้าวันนี้ที่ระดับ 35.21 บาท/เหรียญสหรัฐ







