ผ่าปัญหา2ปีทีวีดิจิทัล ปรับโครงสร้างสู้ครบเทอม
เริ่มเห็นความชัดเจนมากขึ้นสำหรับทีวีดิจิทัลไทย หลังจากลองผิดลองถูกกันมาแล้ว 2 ปี
โดย...จะเรียม สำรวจ
เริ่มเห็นความชัดเจนมากขึ้นสำหรับทีวีดิจิทัลไทย หลังจากลองผิดลองถูกกันมาแล้ว 2 ปี ตอนนี้หลายช่องเริ่มจับทิศทางของตัวเองได้ว่าควรจะเดินไปในทิศทางไหน เพื่อให้ธุรกิจสามารถอยู่ครบเทอมตามที่ประมูลใบอนุญาต 15 ปี แต่เนื่องจากการเริ่มต้นธุรกิจเกิดขึ้นในช่วงที่เศรษฐกิจของไทยอยู่ในภาวะชะลอตัว ประกอบกับความไม่พร้อมของทั้งในส่วนของตัวผู้ประกอบการและผู้กำกับดูแลหรือเรกูเลเตอร์ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) จึงทำให้ช่วง 2 ปีแรกที่ผ่านมา มีผู้ประกอบการหายไปจากธุรกิจแล้ว 1 ราย รวม 2 ช่อง จากทั้งหมด 24 ช่อง เนื่องจากรายได้ที่ได้ไม่สอดคล้องกับรายจ่ายที่ต้องออกไปจากกระเป๋าทุกวัน
สำหรับทีวีดิจิทัล 2 ช่องที่ออกมาประกาศตัวว่าขอยุติการออกอากาศ ตั้งแต่ช่วงกลางปี 2558 ที่ผ่านมา คือ ช่องไทยทีวี และช่องโลก้า ของ พันธุ์ทิพา ศกุณต์ไชย หรือที่รู้จักกันดีในนามของ ติ๋ม ทีวีพูล ซึ่งหลังจากประกาศยุติการออกอากาศทีวีดิจิทัล 2 ช่อง พันธุ์ทิพาก็หันหน้าพึ่งศาลปกครองสูงสุดทันที ด้วยการส่งทนายยื่นฟ้อง กสทช. ฐานละเลยการปฏิบัติหน้าที่ ในฐานะผู้กำกับดูแลการเปลี่ยนผ่านทีวีดิจิทัล ไม่ว่าจะเป็นการโฆษณาประชาสัมพันธ์ เพื่อสื่อสารไปยังประชาชนทั่วประเทศ การกำกับดูแลการติดตั้งโครงข่ายที่มีความล่าช้า หรือการแจกคูปอง 690 บาท เพื่อนำไปแลกกล่องรับสัญญาณทีวีดิจิทัล (เซตท็อปบ็อกซ์) ที่ล้มเหลว เนื่องจากคูปองที่แจกไปมีประชาชนนำไปใช้แลกจริงต่ำกว่าเป้ามาก
ขณะเดียวกัน กลุ่มคนที่นำคูปองไปแลกก็ไม่ได้นำกล่องมาใช้จริง เนื่องจากประชาชนยังขาดความรู้ความเข้าใจในการติดตั้ง ประกอบกับปัจจุบันครัวเรือนไทยส่วนใหญ่กว่า 70% ยังคงชมรายการต่างๆ ของช่องฟรีทีวีผ่านแพลตฟอร์มทีวีดาวเทียมและเคเบิลทีวี จึงไม่เห็นความสำคัญของการติดตั้งกล่องรับสัญญาณทีวีดิจิทัล ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นดังกล่าวส่งผลให้การแจกคูปอง 690 บาท ไม่สัมฤทธิผล
นอกจากนี้ ความสับสนในด้านของการจัดเรียงช่อง ถึงแม้เมื่อวันที่ 2 ธ.ค. 2558 ที่ผ่านมา กสทช.จะออกมาประกาศให้ทุกแพลตฟอร์มเรียงช่องทีวีดิจิทัล 1-36 เหมือนกัน ภายหลังจากศาลปกครองกลางมีคำสั่งไม่คุ้มครองประกาศหลักเกณฑ์การจัดลำดับบริการโทรทัศน์ (ประกาศเรียงช่อง) ตามที่ผู้ให้บริการเคเบิลทีวีและทีวีดาวเทียมยื่นฟ้อง แต่ปัจจุบันผู้ประกอบการทีวีดาวเทียมและเคเบิลทีวี บางรายยังคงไม่มีการจัดเรียงช่องตามที่ กสทช.ประกาศ ส่งผลให้ประชาชนยังคงต้องหาช่องทีวีดิจิทัลเองเหมือนที่ผ่านมา ซึ่งก่อนหน้านี้การดูทีวีดิจิทัลผ่านแพลตฟอร์มทีวีดาวเทียมและเคเบิลทีวี กสทช.ก็ประกาศใช้วิธีบวก 10 แต่กลุ่มผู้ประกอบการทีวีดาวเทียมและเคเบิลทีวีก็ยังคงเรียงช่องตามความนิยมของลูกค้าตัวเอง
จากปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ส่งผลให้มีผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลต่างออกมาเรียกร้องความเป็นธรรมกันเป็นระยะ ไม่ว่าจะเป็นการฟ้องศาลหรือยื่นข้อเสนอให้ กสทช. เข้ามาช่วยเหลือในด้านต่างๆ แต่ก็ดูเหมือนไม่ได้ผล โดยเฉพาะการยื่นข้อเสนอให้ กสทช.ยืดระยะเวลาการจ่ายค่าใบอนุญาตงวดที่ 3 ออกไป และการที่ กสทช.ไม่ไฟเขียวให้คืนใบอนุญาตได้สำหรับผู้ที่ไปต่อไม่ไหว
เมื่อไม่ได้รับความช่วยเหลือ ผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลจึงต้องช่วยเหลือตัวเองด้วยการปรับโครงสร้างองค์กร เพื่อความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งหนึ่งในวิธีของการปรับโครงสร้าง คือ การปรับลดพนักงาน เริ่มด้วย พันธุ์ทิพา ศกุณต์ไชย ออกมาประกาศขอความสมัครใจพนักงานกว่า 20 คน ลาออก เพื่อลดปัญหาลดค่าใช้จ่าย เนื่องจากตลอดระยะเวลา 1 ปี ที่ช่องไทยทีวีและช่องโลก้ามีการลงทุนไปแล้วกว่า 1,000 ล้านบาท ผลประกอบการขาดทุนเดือนละ 50 ล้านบาท เพราะมีรายรับเดือนละไม่ถึง 3 ล้านบาท จึงทำให้ต้องถอนทัพการทำธุรกิจทีวีดิจิทัล
หลังจากนั้นไม่นาน ช่องสปริงนิวส์ก็ออกมาประกาศปลดพนักงานออกประมาณ 40 คน จากกว่า 400 คน โดยส่วนใหญ่เป็นผู้สื่อข่าว ช่างภาพ ผู้ช่วยช่างภาพ โปรดิวเซอร์ และพนักงานฝ่ายอื่นๆ บ้างเล็กน้อย ด้วยการจ่ายเงินชดเชยให้ 3 เดือน หรือตามที่กฎหมายกำหนด เพื่อลดภาระผลประกอบการขาดทุน และต้องการปรับโครงสร้างการบริหารให้มีความคล่องตัวมากขึ้น และเมื่อต้นปีที่ผ่านมาช่องวอยซ์ทีวีก็ออกมาประกาศปลดพนักงาน 57คน จากทั้งหมดกว่า 300 คน เพื่อปรับโครงสร้างองค์กรให้คล่องตัวและเหมาะสมต่อการทำงานในภาวะเเข่งขันของธุรกิจทีวีดิจิทัลที่รุนแรง ยังไม่นับทีวีดาวเทียมที่มีการทยอยปลดคนเป็นระยะ
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นดังกล่าว ส่งผลให้นักวิชาการออกมาประเมินสถานการณ์ว่า ขณะนี้ฟองสบู่ทีวีดิจิทัลในด้านของพนักงานได้แตกแล้ว หลังช่วงเริ่มต้นธุรกิจใช้งบลงทุนซื้อตัวบุคลากรค่อนข้างสูง เมื่อธุรกิจทีวีดิจิทัลไม่ได้หอมหวานอย่างที่คิด จึงทำให้หลายช่องต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอด
จากการที่ กสทช.ไม่ไฟเขียว ให้คืนช่องหรือให้เลื่อนการจ่ายค่าใบอนุญาตงวดที่ 3 ส่งผลให้ผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลทุกช่องที่เหลืออยู่ยังคง
ต้องกัดฟันสู้ต่อไป และเพื่อให้ช่องของตัวเองมีคนดูมากขึ้น ทำให้ภาพรวมการแข่งขันในปีนี้ยังคุกรุ่น ซึ่งผู้ที่จะไปต่อได้จนครบเทอมคงต้องสร้างภาพลักษณ์ของช่องและกลุ่มเป้าหมายให้มีความชัดเจน ขณะเดียวกัน ในส่วนของตัวคอนเทนต์เองก็ต้องมีคุณภาพและแตกต่างจากคู่แข่ง เพราะหากยังเหมือนกัน ผู้ชมก็ยังคงเลือกที่จะชมรายการในช่องที่ตัวเองคุ้นเคย


