posttoday
สศช. ชี้การบริหารภาครัฐที่อ่อนแอ ต้นเหตุปัญหาความขัดแย้ง

สศช. ชี้การบริหารภาครัฐที่อ่อนแอ ต้นเหตุปัญหาความขัดแย้ง

30 กรกฎาคม 2553

สภาพัฒน์ ชี้การบริหารภาครัฐที่อ่อนแอ ซ่อนปมทุจริต ต้นเหตุปัญหาความขัดแย้ง ขณะที่โครงสร้างทางเศรษฐกิจและประชากรที่ไม่สมดุล เสี่ยงต่อการพัฒนาประเทศในระยะยาว

สภาพัฒน์ ชี้การบริหารภาครัฐที่อ่อนแอ ซ่อนปมทุจริต ต้นเหตุปัญหาความขัดแย้ง ขณะที่โครงสร้างทางเศรษฐกิจและประชากรที่ไม่สมดุล เสี่ยงต่อการพัฒนาประเทศในระยะยาว

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รองเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ( สศช. ) หรือ สภาพัฒน์  เปิดเผยว่า ขณะนี้สภาพัฒน์ อยู่ระหว่างการจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11 ตั้งแต่ปี 2555-2559 โดยได้กำหนดเป้าหมายเพื่อพัฒนาสังคมให้อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ด้วยความเสมอภาค เป็นธรรม และมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลง  

เนื่องจากที่ผ่านมาประเทศไทยเผชิญกับความเสี่ยงที่สำคัญคือ การบริหารงานของภาครัฐที่มีความอ่อนแอ อำนาจรัฐถูกใช้เพื่อผลประโยชน์ของคนบางกลุ่ม ขณะที่ประชาชนไม่เคารพกฎหมาย ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำในสังคม  กฎ กติการ การดำเนินงานของภาครัฐไม่โปร่งใส ไม่สามารถขับเคลื่อนการบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ เกิดการทุจริตประพฤติมิชอบ นำไปสู่ความเหลื่อมล้ำและไม่เป็นธรรมในมิติเศรษฐกิจ สังคม การเมือง สร้างความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรง จนทำให้เกิดความขัดแย้งที่รุนแรง เห็นได้จากการชุมนุมทางการเมืองที่เกิดขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2552 จนถึงปัจจุบัน รวมทั้งมีการพึ่งพาการส่งออกในสัดส่วนที่สูงถึง 80% และการใช้แรงงานราคาถูก  ทำให้ไทยจึงมีความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยภายนอก ส่งผลให้โครงสร้างทางเศรษฐกิจไม่สามารถรองรับการเจริญเติบโตอย่างยั่งยืนได้ ขณะเดียวกันโครงสร้างประชากรที่ไม่สมดุลด้านอายุ คุณภาพ  ความรู้และทักษะ เนื่องจากมีประชากรวัยสูงอายุเพิ่มขึ้นมากกว่าประชากรวัยเด็กและวัยแรงงานลดลง ถือเป็นภาระงบประมาณของภาครัฐ

นอกจากนี้  การขยายตัวของเทคโนโลยีสารสนเทศและการติดต่อผ่านสังคมออนไลน์ ทำให้ค่านิยมที่ดีงามเสื่อมถอย แตกความสามัคคี และฐานทรัพยากรธรรมชาติและสภาพแวดล้อมของประเทศมีแนวโน้มเสื่อมโทรมอย่างรุนแรง ทั้งการขาดแคลนน้ำ การกัดเซาะชายฝั่งอย่างต่อเนื่อง และการใช้ทรัพยากรที่สิ้นเปลือง

ทั้งนี้ สภาพัฒน์ ได้กำหนดแนวทางลดความเสี่ยงที่เกิดขึ้นทั้งหมด ด้วยการสร้างภูมิคุ้มกันประเทศ 6 ด้าน คือ ไทยจะต้องรักษาการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งถือเป็นที่ยึดเหนี่ยวทางจิตใจของคนไทยให้คงอยู่ตลอดไป , การจัดให้ภาคเกษตรเป็นฐานรายได้หลักและความมั่นคงด้านอาหารของประเทศ ,การพัฒนาประเทศให้อยู่บนฐานความรู้และเทคโนโลยีที่ทันสมัย , การสร้างสังคมไทยให้มีค่านิยมและวัฒนธรรมที่ดีงาม  , ชุมชนต้องมีกลไกที่มีความสามารถในการบริหารจัดการ มีส่วนร่วมในการพัฒนาคุณภาพชีวิตและเชื่อมโยงเป็นสังคมสวัสดิการ  และประเทศไทยต้องมีศักดิ์ศรีของความเป็นเอกราช และเป็นมิตรกับนานาประเทศ

อย่างไรก็ตาม การกำหนดเป้าหมายของแผนพัฒนาฯที่ผ่านมา รวมถึงแผนฉบับที่ 11 จะไม่เน้นการกำหนดเป้าหมายเชิงปริมาณ แต่เน้นคุณภาพ ซึ่งหากทำได้ตามแผนเชื่อว่าอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ หรือ จีดีพี ในอนาคต จะขยายตัวได้มากกว่า  4-5%   โดยรายละเอียดของแผนทั้งหมด จะนำเสนอในการประชุมประจำปี 2553 ในวันที่ 6 ส.ค นี้ เพื่อรับฟังความคิดเห็นมาพิจารณาประกอบการจัดทำแผนพัฒนา ฯ ฉบับที่ 11 เสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณา และประกาศใช้ภายในวันที่ 1 ต.ค. 2554
 

ข่าวล่าสุด

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน