
เอ้าท์ดอร์เดินหน้ารุกตลาดต่างประเทศ
ฐานการผลิตอุปกรณ์แคมป์ปิ้งเล็งย้ายกลับไทยหลักค่าแรงจีนพุ่ง แรงงานฝีมือสู้ไทยไม่ได้ เอาท์ดอร์ อินโนเวชั่น เดินหน้ารุกตลาดต่างประเทศ คาด 3 – 5 ปี สัดส่วนรายได้โต 50%
ฐานการผลิตอุปกรณ์แคมป์ปิ้งเล็งย้ายกลับไทยหลักค่าแรงจีนพุ่ง แรงงานฝีมือสู้ไทยไม่ได้ เอาท์ดอร์ อินโนเวชั่น เดินหน้ารุกตลาดต่างประเทศ คาด 3 – 5 ปี สัดส่วนรายได้โต 50%
นายวาสิต สิโรดม กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอาท์ดอร์ อินโนเวชั่น ผู้จัดและจำหน่ายอุปกรณ์เดินป่าและแคมป์ปิ้ง ภายใต้แบรนด์ คาราน่า เปิดเผยว่า ปีนี้บริษัทพบว่าผู้ผลิตอุปกรณ์เดินป่าและแคมปปิ้งที่เคยย้ายฐานการผลิตจากประเทศไทยไปตั้งฐานการผลิตใหม่ที่ประเทศจีนเมื่อราว 6 – 7 ปีที่แล้ว เพราะสามารถลดต้นทุนการผลิตได้ต่ำกว่าไทยถึง 30 – 40% แต่หลังจากรัฐบาลจีนมีการเปลี่ยนแปลงเรื่องสวัสดิการแรงงาน จึงส่งผลให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้นจนใกล้เคียงกับต้นทุนการผลิตในประเทศไทย ส่วนในด้านฝีมือแรงงานยังไม่สามารถแข่งขันกับไทยได้ จึงมีผู้ประกอบการบางรายย้านฐานการผลิตกลับมาประเทศไทยแล้ว และคาดว่าในอีก 3 ปีข้างหน้า ผู้ประกอบการที่เหลืออยู่ในประเทศจีน ทั้งที่เป็นผู้ประกอบการไทย และต่างชาติ ก็จะเริ่มถยอยกลับเข้ามาตั้งฐานการผลิตในประเทศไทย
“บริษัทในฐานะผู้จ้างผลิตสินค้าประเภทเสื้อแจ๊กเก็ต กระเป๋า กับโรงงานในประเทศไทย สามารถกล่าวได้ว่าสินค้าทั้ง 2 ประเภท นั้นโรงงานไทยผลิตได้ดีที่สุดในโลก และมีคุณภาพไม่แพ้สินค้าที่เป็นของแบรนด์เนมต่างประเทศชื่อดัง บริษัทเชื่อว่าในอีกไม่นาน ผู้ประกอบการผลิตอุปกรณ์แคมป์ปิ้ง เช่น เต็นท์ ถุงนอน จะกลับมาตั้งฐานการผลิตในประเทศไทยอย่างแน่นอน” นายวาสิต กล่าวเพิ่มเติม
สำหรับแผนการดำเนินงานของบริษัทนับตั้งแต่ปีนี้เป็นต้นไป บริษัทจะมุ่งทำตลาดต่างประเทศให้มากขึ้น โดยในปีนี้บริษัทมีแผนร่วมทุนกับบริษัทในประเทศไต้หวันในการเปิดช็อป เอาท์เลตเพื่อกระจายสินค้า เพื่อเป็นประตูไปสู่การทำการค้าในประเทศจีนซึ่งเป็นตลาดใหญ่และมีโอกาสทางการตลาดอย่างมหาศาล นอกจากนี้บริษัทยังมีะแผนตั้งตัวแทนจำหน่ายเพิ่มในประเทศมาเลเซีย อินโดนีเซีย จากเดิมที่มีอยู่แล้ว ส่วนประเทศที่บริษัทมีตัวแทนจำหน่ายอยู่แล้ว คือ สิงค์โปร์ และ ลาว
ทั้งนี้ บริษัทมีแผนในระยะ 3 – 5 ปี เพื่อผลักดันให้สัดส่วนยอดขายจากต่างประเทศเติบโตขึ้นเป็น 50% จาก สัดส่วนเพียง 10% หรือ 20 ล้านบาทในปีนี้ และในปีหน้าบริษัทคาดว่ายอดขายจากต่างประเทศจะเพิ่มขึ้นเป็น 60 ล้านบาท โดยการที่บริษัทมุ่งทำตลาดในต่างประเทศมากกว่าประเทศไทย เพราะในภูมิภาคตะวันเฉียงใต้เป็นภูมิภาคที่การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ และเชิงธรรมชาติสูงที่สุดในโลก ซึ่งเป็นโอกาสที่ดีทางการตลาดที่บริษัท
ส่วนตลาดอุปกรณ์เดินป่าในประเทศปัจจุบันมีมูลค่า 600 – 700 ล้านบาท แบ่งเป็นตลาดในห้างสรรพสินค้า 50% และตลาดขายส่ง ค้าปลีกทั่วไป 50% มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยปีละ 20% โดยบริษัทเป็นผู้นำในตลาดดังกล่าว และในปีนี้บริษัทได้มีแผนที่จะกระตุ้นยอดขายสินค้าในช่วงฤดูฝนซึ่งเป็นช่วงโลว์ซีซั่น ด้วยการผลิตและนำสินค้าหน้าฝน เช่น เสื้อกันฝน กระเป๋ากันน้ำ มาจำหน่าย คาดว่าปีนี้ในช่วง 4 เดือนที่เป็นฤดูฝนจะช่วยกระตุ้นยอดขายให้เติบโตได้ 50% จากปกติจะขายเป็น 20% เท่านั้น
นายวาสิต เผยต่อว่า ปีนี้บริษัทตั้งเป้าเติบโตทางด้านยอดขายไว้มากกว่า 20% หากแผนการกระตุ้นยอดขายในช่วงหน้าฝนประสบความสำเร็จคาดว่าจะทำให้ยอดขายของบริษัทเป็นไปตามเป้าที่วางไว้ที่ 210 – 220 ล้านบาท







