
TUชูเอเชีย ลดเสี่ยงฝรั่ง
TU กระจายความเสี่ยงระยะยาวลุยขายสินค้าเอเชียมากขึ้น ลดสัดส่วนยุโรป-สหรัฐที่สูงถึง 70% เอาปริมาณดันอัตรากำไรขั้นต้น
TU กระจายความเสี่ยงระยะยาวลุยขายสินค้าเอเชียมากขึ้น ลดสัดส่วนยุโรป-สหรัฐที่สูงถึง 70% เอาปริมาณดันอัตรากำไรขั้นต้น
นายวาย ยัท ปาโก้ ลี รองผู้จัดการทั่วไป ฝ่ายนักลงทุนสัมพันธ์ บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป (TU) เปิดเผยว่า แผนงาน 5 ปี (2559-2563) บริษัทได้กระจายความเสี่ยงระยะยาวมากขึ้น โดยเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าในภูมิภาคเอเชียที่เป็นตลาดเกิดใหม่ ตั้งแต่จีน ตะวันออกกลาง และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพราะมีการเติบโตอีกมากจากกำลังการซื้อที่สูงขึ้นทุกปี ขณะที่ลดสัดส่วนรายได้ที่ปัจจุบันมาจากสหรัฐและยุโรปรวมกันเกือบ 70%
ทั้งนี้ บริษัทยังเพิ่มกลยุทธ์ที่จะต่อยอดธุรกิจร่วมกับคู่ค้าประเภทร้านอาหาร (ฟู้ดเซอร์วิส) พัฒนาธุรกิจร่วมกัน ซึ่งจะส่งผลให้ทั้งคู่มีต้นทุนที่การดำเนินที่จะถูกลง โดยคาดว่าจะเริ่มต้นกับพันธมิตรร้านอาหารในสหรัฐก่อน
อย่างไรก็ตาม บริษัทตั้งเป้าว่าปี2563 จะมีอัตรากำไรขั้นต้นที่ 20 % จากที่ปี 2558 กลับมาแตะระดับที่เคยทำไว้สูงสุดที่ 16-17% ขณะที่รายได้จะอยู่ที่ 8,000 ล้านเหรียญสหรัฐ จากเป้าหมายปี 2559 คาดว่ารายได้จะอยู่ที่ 4,000-5,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 15-20% จากปีก่อนที่ทำได้ 3,700 ล้านเหรียญสหรัฐ เพราะจะมีการรับรู้รายได้เต็มปีจากรูเก้นฟิชหลังซื้อกิจการในช่วงปลายปีที่ผ่านมา
สำหรับรายได้ปี 2563 ที่ 8,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เทียบจากฐานรายได้ปีก่อน 3,700 ล้านเหรียญสหรัฐ ยังจะมาจากการเติบโตจากธุรกิจปกติ 1,700 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งเป็นผลจากการเข้า
ไปซื้อกิจการก่อนหน้านี้จนปัจจุบัน TU รับรู้กำไรที่ซื้อกิจการมากกว่าการส่งออก รวมถึงจากการมีหน่วยธุรกิจใหม่ที่มีนวัตกรรมและเพิ่มสินค้าไปยังประเทศอื่นเพิ่มขึ้น 1,200 ล้านเหรียญสหรัฐ และจากการซื้อกิจการหรือร่วมทุน 1,400 ล้านเหรียญสหรัฐ
“การกระจายความเสี่ยงไปประเทศอื่นมากขึ้นเป็นภาคบังคับที่จะนำไปสู่บริษัทระดับโลกที่คนกินทูน่า กุ้ง ไม่ได้อยู่แค่สหรัฐหรือยุโรป อีกทั้งยังเป็นการลดความเสี่ยงเรื่องความไม่แน่นอนในนโยบาย หรือกฎเกณฑ์ของสหรัฐด้วย ซึ่งโดยหลักเมื่อมีการขายสินค้าเพิ่มขึ้นหลายช่องทางและคุมต้นทุนการดำเนินงานไม่เกิน (SG&A) ไม่เกิน 10% ของยอดขาย เมื่อต้นทุนคงที่ปริมาณขายเพิ่มก็จะไปช่วยเพิ่มมาร์จิ้น” นายวาย กล่าว
สำหรับงบลงทุนปีนี้อยู่ที่ 3,500 ล้านบาท ซึ่งไม่แตกต่างจากปีก่อนที่ซื้อเครื่องจักรใหม่เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต โดยแหล่งเงินทุนมาจากกระแสเงินสดที่ปัจจุบันบริษัทมีเงินสดจากการดำเนินงานอยู่ที่ 1.16 หมื่นล้านบาท
อย่างไรก็ดี ภายใน 5 ปีนี้จะไม่มีแผนเพิ่มทุนเพื่อซื้อกิจการ เพราะจะเน้นบริหารกระแสเงินสดจากการดำเนินงานและบริหารต้นทุนให้ดีขึ้น
สำหรับกรณีการทำประมงผิดกฎหมายไม่ได้ส่งผลกระทบต่อบริษัทมาก เพราะซื้อวัตถุดิบจากเรือประมงไทยเพียง 4% เท่านั้น โดยส่วนที่เหลือเป็นการสั่งซื้อจากทูน่าของเรือต่างประเทศเป็นหลัก แต่ต้องใช้เวลาในการชี้แจงกับคู่ค้าและลูกค้ามากขึ้น
ขณะที่ราคาหุ้น TU วันที่ 2 มี.ค. 2559 ปิดที่ 20 บาท เพิ่มขึ้น 0.20 บาท หรือ 1.01% ซึ่งเป็นไปตามตลาดหุ้นโดยรวม ดัชนีหุ้นไทยที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น 1.36% หรือ 18.36 จุด มาปิดที่ 1,365.31 จุด มูลค่าการซื้อขายหนาแน่น 6.88 หมื่นล้านบาท นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิ3,605 ล้านบาท







