posttoday
Macro- prudential

Macro- prudential

29 กุมภาพันธ์ 2559

ในช่วงหลังวิกฤตการเงินโลกปี 2551 หลายประเทศให้ความสำคัญกับการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจมหภาคในรูปแบบของ Macro-prudential หรือการดำเนินนโยบายระดับมหภาคอย่างรอบคอบกันมากขึ้น โดยตระหนักว่าเครื่องมือทางนโยบายที่มีอยู่อย่างนโยบายการเงินนั้นไม่เพียงพอที่จะดูแลเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ เนื่องจากว่ากรอบของนโยบายการเงินซึ่งหลักๆ ทำผ่านดอกเบี้ยนโยบายนั้น ดูแลได้แค่เรื่องของเสถียรภาพด้านราคาและอัตราดอกเบี้ยในตลาดเป็นหลัก

ในช่วงหลังวิกฤตการเงินโลกปี 2551 หลายประเทศให้ความสำคัญกับการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจมหภาคในรูปแบบของ Macro-prudential หรือการดำเนินนโยบายระดับมหภาคอย่างรอบคอบกันมากขึ้น โดยตระหนักว่าเครื่องมือทางนโยบายที่มีอยู่อย่างนโยบายการเงินนั้นไม่เพียงพอที่จะดูแลเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ เนื่องจากว่ากรอบของนโยบายการเงินซึ่งหลักๆ ทำผ่านดอกเบี้ยนโยบายนั้น ดูแลได้แค่เรื่องของเสถียรภาพด้านราคาและอัตราดอกเบี้ยในตลาดเป็นหลัก

แต่อย่างไรก็ตาม วิกฤตการเงินในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา ได้สะท้อนให้เห็นว่าการขาดการกำกับดูแลกิจกรรมการดำเนินงานของสถาบันการเงินโดยภาพรวมนั้น ส่งผลให้เกิดความเสี่ยงขึ้นในระบบจนนำมาสู่วิกฤตได้เช่นเดียวกัน ดังนั้นการใช้นโยบาย Macro-prudential เข้ามากำกับดูแลความเสี่ยงตรงจุดนี้ ถือเป็นการดำเนินนโยบายเชิงป้องกันที่จำเป็นเพื่อไม่ให้เกิดวิกฤตซ้ำรอย

หากคุณผู้อ่านลองย้อนดูประวัติศาสตร์ของวิกฤตการเงินทั่วโลกเอง จะพบว่าการปล่อยกู้ที่เกินตัวในภาคอสังหาริมทรัพย์นั้น เป็นชนวนสำคัญตัวหนึ่งที่ก่อให้เกิดวิกฤตการเงินได้ ปัจจุบันหน่วยงานภาครัฐทั้งในบ้านเราเองและในต่างประเทศก็พยายามจะเข้ามากำกับกิจกรรมการปล่อยสินเชื่อของแบงก์และคอยมอนิเตอร์ไม่ให้เกิดภาวะฟองสบู่ในภาคอสังหาฯ ด้วย ซึ่งในบ้านเราเองก็มีความกังวลเรื่องฟองสบู่ในตลาดคอนโดไม่น้อย ทั้งในเรื่องราคาที่สูงขึ้นมากและปริมาณคอนโดที่เข้าสู่ตลาดก็มีมาก

แต่คำถามคือ ในความเป็นจริงแล้วเราไม่สามารถรู้ได้เลยว่า ตอนนี้สภาพตลาดโดยรวมเป็นอย่างไร การขายของแต่ละรายทำยอดที่แท้จริงได้แค่ไหน ทั้งนี้ก็เพราะว่าในตลาดคอนโดมีปรากฏการณ์ “แปะหลอก” เกิดขึ้นในหลายโครงการที่แปะป้ายบอกว่าโครงการของเขานั้นขายดีและใกล้หมดแล้ว เพราะเจ้าของโครงการไม่ต้องการให้ลูกค้าเกิดความกังวล หากบอกว่าโครงการขายได้น้อยจะยิ่งส่งผลให้ลูกค้าไม่กล้าตัดสินใจซื้อ

แม้ว่าในบ้านเราจะมีคนสำรวจสภาพตลาดโดยรวม แต่ข้อมูลที่ได้ก็ยังไม่ตรงกับความเป็นจริง เพราะเป็นแค่การเดินสำรวจลงพื้นที่ขายตามปกติ และอาจสอบถามข้อมูลจากเจ้าของโครงการ ซึ่งเจ้าของโครงการก็จะบอกว่าโครงการขายดี เพื่อให้ภาพออกมาดูดี ซึ่งเมื่อตลาดไม่มีแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ ผู้ประกอบการก็เสี่ยงที่จะทำการตัดสินใจที่ผิดพลาดได้ และกว่าเราจะทราบตัวเลขที่แท้จริงของโครงการก็ต้องรอจนกว่าโครงการจะสร้างเสร็จและปิดยอดขายได้ ทำให้ข้อมูลที่มีมีความคลาดเคลื่อน

ดังนั้นแล้วภาครัฐจึงควรเข้ามามีบทบาทให้เกิดข้อมูลที่โปร่งใสและน่าเชื่อถือได้ และควรสร้างตัวชี้วัดที่ดีที่สร้างความมั่นใจให้ผู้ประกอบการให้เห็นภาพรวมที่แท้จริง ทันต่อเหตุการณ์ และไม่กระทบต่อการรั่วไหลของข้อมูลแต่ละรายไปยังคู่แข่ง เพียงเท่านี้ ตลาดที่อยู่อาศัยโดยรวมก็จะมีข้อมูลที่ถูกต้อง รัฐเองก็จะมีเครื่องมือมอนิเตอร์ความเคลื่อนไหวในตลาดอสังหาฯ ให้สอดคล้องกับการทำ Macro-prudential อีกทางหนึ่งด้วย

ข่าวล่าสุด

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน