
ดอลลาร์อาจกลับมาแข็งค่า จับตาความเห็นของเฟด
โดย...ณัฏฐริยา วิทยธนเศรษฐ์
โดย...ณัฏฐริยา วิทยธนเศรษฐ์
ในสัปดาห์ที่ผ่านมาถือเป็นสัปดาห์แรกที่เงินบาทเปลี่ยนทิศทางการเคลื่อนไหวไปในทางอ่อนค่านับเป็นครั้งแรกในรอบ 1 เดือนที่ผ่านมา โดยนักลงทุนในตลาดเงินมองว่าเกิดจากการเข้ามาดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทยไม่ให้เงินบาทแข็งค่าจนเกินไป จนกระทบผู้ส่งออกและความสามารถทางการค้าของไทย โดยเฉพาะในยุคที่นานาประเทศต่างพากันลดค่าเงิน ทำให้นักลงทุนในตลาดต้องปิดการเก็งกำไรและกลับมาขายเงินบาทอีกครั้ง รวมทั้งยังเทขายพันธบัตรระยะสั้นออกไปเป็นปริมาณมาก เนื่องจากขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน เราจึงมองว่าเงินบาทมีแนวโน้มจะอ่อนค่าลงต่อในสัปดาห์นี้มาเคลื่อนไหวในกรอบ 35.55-35.85 นอกจากนี้ สิ่งที่จะขับเคลื่อนตลาดเงิน คือ ความคิดเห็นของบรรดารัฐมนตรีคลังและผู้ว่าการธนาคารกลางต่างๆ ในการประชุมผู้นำกลุ่มประเทศ G20 ในวันที่ 26-27 ก.พ. รวมทั้งประธานธนาคารกลางสหรัฐจากสาขาต่างๆ อีกด้วย ประกอบกับตัวเลขเศรษฐกิจจากสหรัฐหลายตัวที่สำคัญ ทั้งจีดีพีไตรมาส 4 และคำสั่งซื้อสินค้าของโรงงาน ที่จะสะท้อนว่าโมเมนตัมกิจกรรมในภาคอุตสาหกรรมเริ่มกลับมาฟื้นตัวหรือยัง โดยเรามองว่าตัวเลขสหรัฐจะยังไม่ปรับดีขึ้น เนื่องจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจยังโดนกดดันจากภาวะอากาศที่หนาวเย็นในช่วงไตรมาสแรก ดังนั้น เงินดอลลาร์อาจปรับแข็งค่าได้เพียงจำกัด เราจึงให้แนวต้านแรกที่ 35.85 ซึ่งเป็นระดับค่าเฉลี่ย 100 วันของเงินบาทเมื่อเทียบกับดอลลาร์
ค่าเงินบาทเปิดตลาดที่ระดับ 35.58 และโน้มอ่อนค่าตลอดสัปดาห์มาปิดตลาดที่ระดับ 35.77 เนื่องจากตัวเลขการใช้จ่ายของชาวอเมริกันขยายตัวได้มากกว่าคาดในเดือน ม.ค. และปรับขึ้นเป็นเดือนที่ 3 ติดต่อกัน สะท้อนว่าการบริโภค ซึ่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจสหรัฐยังแข็งแกร่ง แต่เงินบาทไม่ได้อ่อนค่าลงมากนักเนื่องจากตัวเลขจีดีพีไตรมาส 4 ของไทยขยายตัวได้ค่อนข้างดีที่ 2.8% ใกล้เคียงกับ 2.9% ในไตรมาส 3 และมากกว่าที่ตลาดคาดไว้ จากการฟื้นตัวของการบริโภคและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นของภาครัฐ โดยหากเทียบกับสกุลเงินเอเชียแล้ว เงินบาทยังนับว่าแข็งค่ากว่ามาก เนื่องจากเงินบาทอ่อนค่าลงเพียง 0.2% เท่านั้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์ ขณะที่สกุลเงินอื่นๆ อ่อนค่าลงประมาณ 1-2% โดยเฉพาะสกุลเงินของประเทศที่ค้าขายกับจีนมาก เช่น เกาหลีใต้ ที่อ่อนค่าลงกว่า 2%
เงินเยนเปิดตลาดที่ 113.20 และอ่อนค่าลงในสัปดาห์นี้ เนื่องจากซาอุดิอาระเบียและรัสเซียหันมาเจรจาว่าจะคงปริมาณการผลิตน้ำมันต่อวันที่ระดับเดียวกับเมื่อเดือน ม.ค. เพื่อป้องกันการปรับลดลงของราคาน้ำมัน ทำให้ความเชื่อมั่นของนักลงทุนปรับดีขึ้น อย่างไรก็ตาม เงินเยนไม่อ่อนค่าลงมากนัก นักลงทุนกังวลว่าอิหร่านจะไม่ยอมรับข้อตกลงดังกล่าว เนื่องจากนานาชาติเพิ่งยกเลิกการคว่ำบาตรอิหร่าน ทำให้อิหร่านต้องการเพิ่มกำลังการผลิตและส่วนแบ่งตลาด แต่ปลายสัปดาห์นักลงทุนเข้าซื้อเงินเยนอีกครั้งทำให้แข็งค่ามาปิดตลาดที่ 112.97
เงินยูโรเปิดตลาดที่ 1.1249 ก่อนจะอ่อนค่าลงเล็กน้อยจากสัปดาห์ก่อน เนื่องจากตลาดกังวลเรื่องธนาคารพาณิชย์ของยุโรปจะมีปัญหาการจ่ายหนี้ของธนาคาร Deutsche Bank และตัวเลขเศรษฐกิจยูโรโซนในไตรมาส 4 ปี 2015 ที่ออกมาน่าผิดหวัง โดยขยายตัวเช่นเดียวกับไตรมาส 3 เพียง 0.3% เท่านั้น เยอรมนีขยายตัวได้น้อยกว่าประเทศขนาดเล็กที่ขยายตัวดีขึ้นมาก อาทิ สเปน โปรตุเกส และไอร์แลนด์ นอกจากนี้ ดรากี ยังกล่าวว่า อีซีบีพร้อมจะเพิ่มการกระตุ้นเศรษฐกิจอีกครั้งในเดือน มี.ค. เนื่องจากความเสี่ยงต่อการฟื้นตัวของยูโรโซนและเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น จากความผันผวนของตลาดเงิน ความแข็งแกร่งของภาคธนาคาร และราคาน้ำมันที่ลดลง ทำให้เงินยูโรปิดตลาดที่ 1.1093
ตลาดตราสารหนี้ไทยปริมาณการออกหุ้นกู้ค่อนมากของบริษัทใหญ่ๆ เช่น การออกหุ้นกู้ของบริษัท แกรนด์ แอสเสทโฮเทลส์ แอนด์ พรอพเพอร์ตี้ เสนอขายผู้ลงทุนสถาบันและผู้ลงทุนรายใหญ่ อายุ 3 ปี ดอกเบี้ยคงที่ 5.70% มูลค่า 700 ล้านบาท หุ้นกู้ของบริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี เสนอขายให้กับผู้ลงทุนสถาบันและผู้ลงทุนรายใหญ่ที่ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือของบริษัท BBB อายุ 3 ปี อัตราดอกเบี้ยคงที่ 4.25% มูลค่า 1,500 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังมีการออกและเสนอขายหุ้นกู้ของบริษัท ดับเบิ้ล เอ (1991) ออกเสนอขายให้กับผู้ลงทุนสถาบันและผู้ลงทุนรายใหญ่ อันดับความน่าเชื่อถือของบริษัท BBB- รุ่นอายุ 4 ปี อัตราดอกเบี้ยคงที่ 5.05% มูลค่า 2,000 ล้านบาท
ทริส เรทติ้ง ประกาศทบทวนอันดับเครดิตของบริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ (BJC) ภายหลังบริษัทประกาศแจ้งความประสงค์ซื้อบริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ A+ เนื่องจากการซื้อกิจการมีผลต่อฐานะทางการเงินในระยะสั้นพอสมควร แต่ก็น่าจะมีเป็นผลดีต่อธุรกิจในระยะยาว อย่างไรก็ตาม BJC มีตราสารหนี้คงค้างในตลาดตราสารหนี้เพียง 1,000 ล้านบาท และจะครบกำหนดภายในเดือน พ.ค.ปีนี้
สำหรับหุ้นกู้ตลาดรองในสัปดาห์ที่ผ่านมามีปริมาณการซื้อขายค่อนข้างมาก อัตราผลตอบแทนโดยรวมปรับลดลงเล็กน้อย และอัตราผลตอบแทนส่วนต่างจากพันธบัตรรัฐบาล (Spread) ของหุ้นกู้ในตลาดรองลดลงต่อเนื่อง จากสภาพคล่องที่ล้นในตลาด นอกจากนี้หุ้นกู้ที่ออกในตลาดแรกก็ปรับ Spread ลดลงมากเช่นเดียวกัน ทั้งนี้ สิ้นสุดสัปดาห์อัตราผลตอบแทนของหุ้นกู้ที่มีอันดับความน่าเชื่อถือ AAA รุ่นอายุ 3 ปี ไม่เปลี่ยนแปลง อยู่ที่ 1.85% คิดเป็น Spread 33 bps รุ่นอายุ 5 ปี ลดลง 5 bps อยู่ที่ 2.20% คิดเป็น spread 45 bps รุ่นอายุ 10 ปี เพิ่มขึ้น 2 bps อยู่ที่ 2.61% คิดเป็น Spread 58 bps โดยรวม Spread ของหุ้นกู้มีการปรับลดลงอีก







