
เบอร์ลี่ฯขอกู้2.2แสนล้านเทกฯบิ๊กซี ยืมโมเดลซีพีออลล์ซื้อแม็คโคร
เจ้าสัว "เจริญ สิริวัฒนภักดี" ให้บริษัท ทีซีซี โฮลดิ้ง ออกนอกหน้าในการประมูลซื้อหุ้นบริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์
เจ้าสัว "เจริญ สิริวัฒนภักดี" ให้บริษัท ทีซีซี โฮลดิ้ง ออกนอกหน้าในการประมูลซื้อหุ้นบริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำนวน 58.56% มูลค่ารวมประมาณ 1.22 แสนล้านบาท เป็นเพราะชื่อเสียงโด่งดังเป็นที่ยอมรับในต่างประเทศ แต่สุดท้ายกลับโยนหุ้นบิ๊กซีทั้งหมดให้บริษัทเบอร์ลี่ ยุคเกอร์ ลงทุนเอง
อัศวิน เตชะเจริญวิกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ แจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯ ว่า คณะกรรมการบริษัท (บอร์ด) มีมติที่จะเข้าไปซื้อหุ้นบิ๊กซีทั้งหมด 483,077,600 หุ้น ในราคาหุ้นละ 252.88 บาท เป็นเงินทั้งสิ้น 122,160,663,448 บาท จากกลุ่ม Geant International BV และบริษัท เสาวนีย์โฮลดิ้งส์ นอกจากนั้นยังจะซื้อหุ้นของ C-Distribution Asia Pte Ltd. จำนวน 2.7 ล้านหุ้น คิดเป็น 60% ของหุ้นทั้งหมด จาก CdiscountInternation BV (บริษัทในกลุ่ม Geant) ในราคารวมประมาณ 856 ล้านบาท โดยจะชำระค่าหุ้นทั้งหมดเป็นเงินสกุลยูโร และยังจัดทำคำเสนอซื้อหุ้นบิ๊กซีส่วนที่เหลือ 41.44% คาดว่าการซื้อขายหุ้นจะเสร็จสิ้นภายในวันที่ 31 มี.ค. 2559
"บอร์ดยังได้อนุมัติให้บริษัทกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินเพื่อเป็นแหล่งเงินทุนระยะสั้น (ไม่เกิน 12 เดือน) ในวงเงินกู้สูงสุดไม่เกิน 2.2 แสนล้านบาท เพื่อรองรับการซื้อหุ้นทั้งหมด และคณะกรรมการอาจพิจารณาให้มีการเพิ่มทุนในจำนวนและสัดส่วนที่เหมาะสม และเพียงพอต่อการใช้เป็นแหล่งเงินทุนเพื่อชำระคืนหนี้กู้ยืมดังกล่าว"
สำหรับการซื้อหุ้นบิ๊กซีครั้งนี้ บริษัทชี้แจงว่า บริษัทอาศัยชื่อของทีซีซีฯ ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ 73.83% ให้ยื่นประมูลและเข้าทำสัญญาไปก่อนแทนบริษัท บริษัทในฐานะตัวการจึงมีสิทธิเข้าซื้อหุ้นตามสัญญา และไม่ถือว่าการซื้อหุ้นบิ๊กซีเข้าข่ายเป็นการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ทางอ้อม (BackDoor Listing) เนื่องจากธุรกิจมีลักษณะที่คล้ายคลึงหรือเสริมกันกับธุรกิจของเบอร์ลี่ ยุคเกอร์
ด้าน C-Distribution Asia เป็นผู้ถือหุ้นในซี-ดิสเคาท์ (Cdiscount) ประเทศไทย ซึ่งเป็นผู้ให้บริการรับสินค้าที่บิ๊กซีสาขาต่างๆ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย โดยทำรายการผ่านช่องทางออนไลน์ ทั้งนี้บริษัทได้แต่งตั้ง บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) และบริษัท เจดีพาร์ทเนอร์ ให้เป็นที่ปรึกษาทางการอิสระของบริษัท เพื่อร่วมกันให้ความเห็นผู้ถือหุ้นของบริษัท โดยบริษัทกำหนดวันประชุมผู้ถือหุ้น วันที่ 21 มี.ค. 2559
ประโยชน์ที่บริษัทจะได้รับจากการซื้อหุ้นบิ๊กซี จะทำให้เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ เป็นบริษัทที่ทำธุรกิจตั้งแต่การผลิต จำหน่าย และมีช่องทางขาย ไปจนถึงมือลูกค้าแบบครบทั้งสายหรือเชนธุรกิจ เพราะบิ๊กซีในไทยเมื่อปี 2558 มีร้านค้าปลีกรวมกว่า 697 สาขา แบ่งเป็นร้านค้าปลีกประเภทไฮเปอร์มาร์เก็ต 125 สาขา (บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์, บิ๊กซี เอ็กซ์ตร้า และบิ๊กซี จัมโบ้) บิ๊กซี มาร์เก็ต 55 สาขา มินิบิ๊กซี 391 สาขา และร้านขายยาเพรียว 163 สาขา ขณะที่แผนปี 2559 จะลงทุุนเปิดไฮเปอร์มาร์เก็ตอีก 6 สาขา บิ๊กซี มาร์เก็ต 3 สาขา และร้านมินิบิ๊กซี 75 สาขา
ผลดังกล่าวทำให้เบอร์ลี่ฯ จะมีร้านค้าปลีกทั้งขนาดใหญ่ ขนาดเล็ก เป็นแขนขาในการกระจายสินค้า สร้างอำนาจต่อรองกับค้าปลีกที่เป็นคู่แข่งและผู้ผลิตรายอื่น รวมทั้งเป็นการเสริมกับร้านค้าปลีกที่เบอร์ลี่ฯ มีการลงทุนไว้ในแถบซีแอลเอ็มวี คือ กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา และเวียดนาม ในอนาคต โดยมีฐานใหญ่ที่เวียดนาม เพราะเมื่อเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา เบอร์ลี่ฯ เพิ่งซื้อร้านเมโทรของเยอรมนี นอกจากนี้ยังประหยัดเงินทุน และสร้างโอกาสในการทำกำไรในอนาคตของบริษัท รวมทั้งการเริ่มต้นสร้างธุรกิจด้านอื่นๆ
แหล่งข่าวจากตลาดทุน เปิดเผยว่า ทีซีซีฯ ได้วางแผนให้ เบอร์ลี่ฯ เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่บิ๊กซีตั้งแต่แรก เพราะการเข้าเจรจาได้ใช้ทีม "อัศวิน เตชะเจริญวิกุล" กรรมการผู้จัดการใหญ่ของเบอร์ลี่ฯ เพราะธุรกิจค้าปลีกของบิ๊กซีนั้นมีความเกี่ยวโยงต่อเนื่องจึงสามารถต่อยอดกับธุรกิจสินค้าบริโภคของเบอร์ลี่ฯ หากได้ธุรกิจของบิ๊กซีมาอยู่ภายใต้เบอร์ลี่ฯ จะสามารถบริหารให้เกิดประโยชน์ทางธุรกิจระหว่างกันได้
"วิธีการซื้อหุ้นบิ๊กซีล็อตใหญ่ จะใช้เงินกู้ระยะสั้นจากธนาคาร หากซื้อหุ้นเสร็จแล้ว เบอร์ลี่ฯ จะมีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นหลังนำกำไรของบิ๊กซีมารวมด้วย จึงมีเงินมาจ่ายดอกเบี้ยแบงก์ได้ วิธีการหาแหล่งเงินและหมุนเงินมาชำระเงินต้นและดอกเบี้ยของเบอร์ลี่ฯ คล้ายกับธุรกรรมที่บริษัท ซีพี ออลล์ กู้เงินมาเทกโอเวอร์บริษัท สยามแม็คโคร นอกจากนั้นบริษัท เบอร์ลี่ฯ อยู่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ก็สามารถหาแหล่งเงินมาจ่ายค่าหุ้นครั้งนี้หลายช่องทาง เช่น การเพิ่มทุนจดทะเบียน" แหล่งข่าว เปิดเผย
ทั้งนี้ บริษัทเตรียมแหล่งเงินกู้ธนาคารจำนวน 2.2 แสนล้านบาท บริษัทคงไม่จำเป็นต้องใช้เงินทั้งหมดนี้ เนื่องจากผู้ถือหุ้นทั่วไปคงจะไม่นำหุ้นมาขายคืน เนื่องจากราคารับซื้อที่ 252.88 บาท สูงกว่าราคาในตลาดไม่มากนัก คงจะมีผู้ถือหุ้นส่วนหนึ่งกอดหุ้นไว้ รอเก็บเกี่ยวกำไรของบิ๊กซีที่จะเพิ่มขึ้นภายหลังอยู่ใต้อาณาจักรของกลุ่มเจริญ
ความกังวลเรื่องการเพิ่มทุน กดดันราคาหุ้นเบอร์ลี่ฯ ลดลง 1.75 บาท หรือ 5% ปิดที่ 33.25 บาท ขณะที่หุ้นบิ๊กซีปิดที่ 246 บาท ไม่เปลี่ยนแปลงจากวันก่อน
ขณะที่ธนาคารพาณิชย์ต่างประสานเสียง แสดงถึงความพร้อมในการสนับสนุนสินเชื่อให้แก่เบอร์ลี่ฯ "ภิมลภา สันติโชค" รองผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุดลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า ธนาคารมีความสนใจที่จะเข้าร่วมสนับสนุนทางการเงินแก่ทีซีซี กรุ๊ป เพื่อซื้อกิจการบิ๊กซีในครั้งนี้อย่างเต็มที่ และเชื่อว่าน่าจะเข้าไปมีส่วนร่วมในการให้สินเชื่อด้วย เพราะมีวงเงินขนาดใหญ่ เบื้องต้นประเมินว่า ทีซีซีฯ อาจต้องใช้สินเชื่อระยะสั้น (บริดจ์โลน) ก่อน จากนั้นจะมีการจัดทำโครงสร้างการเงิน เพื่อปรับรูปแบบเป็นซินดิเคทโลนต่อไป
"พัชร สมะลาภา" รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า คาดว่าทีซีซีฯ จะต้องเตรียมเงินทุนประมาณ 2 แสนล้านบาท เพื่อใช้ในการซื้อหุ้นและรับซื้อหุ้นคืนจากผู้ถือหุ้นทั่วไป โดยส่วนหนึ่งลูกค้าคงต้องใช้ทุนตัวเอง และอีกส่วนหนึ่งเป็นสินเชื่อร่วม (ซินดิเคท) เนื่องจากดีลนี้มีวงเงินขนาดใหญ่
"คาดว่าทีซีซีฯ จะต้องการเงินกู้ระยะสั้น 1-2 ปี (บริดจ์โลน) ก่อน จึงจะเริ่มวางโครงสร้างทางการเงินในระยะต่อไป ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่าจะระดมทุนหลายวิธี ทั้งการออกหุ้นกู้ กู้เงิน เพิ่มทุนจดทะเบียน" พัชร กล่าว
อย่างไรก็ดี การกู้เงินจำนวนมากของทีซีซีฯ รวมทั้งกลุ่มบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น และกลุ่มจัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล ในการประมูล 4จี นั้น ไม่ได้ทำให้สภาพคล่องในตลาดเงินเหือดแห้งอย่างรวดเร็ว โดย วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่า สภาพคล่องในระบบสถาบันการเงินปีนี้ยังไม่ตึงตัว แม้จะมีการเร่งกู้เพื่อลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ตามนโยบายรัฐ และมีการลงทุนของเอกชนก็ตาม
"ธปท.ยังสนับสนุนให้มีเงินไหลออกไปลงทุนในกลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวี ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาผ่อนคลายกฎระเบียบ หากใช้สภาพคล่องเงินบาทไปช่วยให้เศรษฐกิจของกลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวีเติบโต ประเทศไทยก็ได้ประโยชน์เช่นกัน" ผู้ว่าการ ธปท. กล่าว







