posttoday
ตลาดอีโคคาร์ 2559 ถึงเวลาเจ้าเก่าต้องลุยหนัก

ตลาดอีโคคาร์ 2559 ถึงเวลาเจ้าเก่าต้องลุยหนัก

09 กุมภาพันธ์ 2559

ตลาดรถยนต์นั่งขนาดเล็กในกลุ่มรถยนต์ประหยัดพลังงานหรืออีโคคาร์ เป็นเซ็กเมนต์ที่มีแนวโน้มการเติบโตที่ดี

โดย...วราพงษ์ ป่านแก้ว

ตลาดรถยนต์นั่งขนาดเล็กในกลุ่มรถยนต์ประหยัดพลังงานหรืออีโคคาร์ เป็นเซ็กเมนต์ที่มีแนวโน้มการเติบโตที่ดี แม้ว่าจะล้มลุกคลุกคลานตามภาวะตลาดที่ชะลอตัวลงบ้าง แต่ในระยะยาวรถอีโคคาร์เป็นเทรนด์ที่จับต้องได้ชัดเจน ทั้งจากการส่งเสริมด้านภาษีจากภาครัฐ และความตื่นตัวของผู้บริโภคต่อการรักษาสภาพแวดล้อม รวมถึงพฤติกรรมการใช้รถที่เปลี่ยนไปเช่นเดียวกับเมืองใหญ่ทั่วโลกที่รถเล็กคือพระเอกของเมืองที่แออัด

หากดูตัวเลขย้อนหลังที่บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) ได้รวบรวมเอาไว้จะพบว่า สัดส่วนรถอีโคคาร์ในตลาดรถยนต์นั่งเพิ่มขึ้นมาโดยตลอดนับตั้งแต่ปี 2553 มียอดขายกว่า 1.8 หมื่นคัน มีส่วนแบ่งตลาดแค่ 5% ในตลาดรถยนต์นั่ง ขยับมาเป็น 3.8 หมื่นคัน เพิ่มส่วนแบ่งเป็น 11% ในปี 2554 และเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดในปี 2555 และ 2556 ด้วยยอดขาย 1.6 แสนคัน ส่วนแบ่ง 24% และ 1.7 แสนคัน ส่วนแบ่ง 28% ตามลำดับ ซึ่งเป็นอานิสงส์จากโครงการรถคันแรก

อย่างไรก็ตาม ยอดขายรถอีโคคาร์ได้ชะลอตัวลงตามภาวะตลาดในปี2557 ลดเหลือ 1.1 แสนคัน และในปี 2558 ลดเหลือ 1 แสนคัน แต่ที่น่าสังเกต   คือ แม้ยอดขายจะลดลง แต่สัดส่วนอีโอคาร์ในตลาดรถยนต์นั่งยังเพิ่มขึ้น โดยในปี 2557 มีแชร์ 32% และในปี 2558 มีแชร์ 35% และคาดว่าจะยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากปัจจัยที่ได้กล่าวไปแล้วข้างต้น แม้ว่าจะมีการประเมินกันว่าใน 1-2 ปีนี้ ตลาดอีโคคาร์อาจจะชะลอลง เพราะผู้ซื้อหลักคือคนระดับกลางที่เพิ่งเริ่มสร้างครอบครัว ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว และภาระหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มขึ้น ทำให้สถาบันการเงินเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ

นั่นคือโจทย์ใหญ่ที่บริษัทรถในตลาดอีโคคาร์จะต้องตีโจทย์ให้แตก เพราะคนกลุ่มนี้คือฐานใหญ่ของอีโคคาร์

สำหรับในปี 2559 ซึ่งเป็นปีเริ่มต้นของอีโคคาร์ เฟส 2 จะทำให้มีผู้เล่นรายใหม่เพิ่มขึ้น ได้แก่ มาสด้า เอ็มจี และฟอร์ด กับเจ้าเก่าในเฟสแรก 5 ราย ได้แก่ นิสสัน ฮอนด้า มิตซูบิชิ ซูซูกิ และโตโยต้า ซึ่งบางรายจะต้องดิ้นรนอย่างหนักหน่วง เพื่อให้อยู่ในเงื่อนไขที่สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนหรือบีโอไอกำหนดไว้ อย่างไรก็ตามบนจุดสตาร์ทของเฟส 2 อาจจะเริ่มต้นปีแรกไม่เปรี้ยงปร้างนัก เพราะสภาพเศรษฐกิจยังไม่เอื้ออำนวย แต่ละบริษัทยังสงวนท่าที ยังไม่ยอมออกอาวุธหนัก

แต่เชื่อว่า เมื่อขึ้นปีที่ 2 ในปี 2560 เมื่อสภาวะแวดล้อมทางเศรษฐกิจเริ่มปรับตัวดีขึ้น ประกอบกับเป็นปีที่รถคันแรกจะถูกปลดล็อก น่าจะเป็นปีที่แต่ละค่ายพร้อมลุยอย่างเต็มสูบทั้งเจ้าเก่าและเจ้าใหม่ ซึ่งจะทำให้ตลาดอีโคคาร์คึกคักมากยิ่งขึ้น

ปัจจุบันเจ้าตลาดรถอีโคคาร์ที่มียอดขายสะสมตั้งแต่ปี 2553 จนถึง 2558 สูงสุดเป็นอันดับ 1 ได้แก่ นิสสัน มียอดขายนำโด่ง 2.4 แสนคัน ครองส่วนแบ่งตลาดรวม 39% อันดับ 2 ตามมาห่างๆ คือ มิตซูบิชิ ยอดขาย 1.2 แสนคัน ครองส่วนแบ่ง 19% อันดับ 3 โตโยต้า ยอดขาย 1 แสนคัน ครองส่วนแบ่ง 16% อันดับ 4 ซูซูกิ ยอดขาย 8.5 หมื่นคัน มีส่วนแบ่ง 14% อันดับ 5 ฮอนด้า มียอดขาย 5.1 หมื่นคัน มีส่วนแบ่ง 8% และอันดับ 6 คือ มาสด้า ที่เริ่มต้นเข้าสู่ตลาดอีโคคาร์เฟสที่ 2 เมื่อปีที่ผ่านมา มียอดขาย 1.9 หมื่นคัน มีส่วนแบ่ง 3%

ทั้งนี้ หากนับเฉพาะปี 2558 จะพบว่า โตโยต้าสามารถทำยอดขายได้อันดับ 1 ด้วยจำนวน 3.6 หมื่นคัน อันดับ 2 มาสด้า 1.9 หมื่นคัน อันดับ 3 ซูซูกิ 1.7 หมื่นคัน อันดับ 4 นิสสัน 1.6 หมื่นคัน อันดับ 5 มิตซูบิชิ 1.5 หมื่นคัน และอันดับ 6 ฮอนด้า 2,975 คัน จากตัวเลขรวม และตัวเลขขายปีล่าสุดทำให้เห็นภาพชัดว่า การต่อสู้ดิ้นรนเพื่อให้ได้ไปต่อของบริษัทรถในตลาดอีโคคาร์เฟสแรกนั้น มีใครบ้างที่ต้องเร่งสปีด เพื่อให้สามารถผลิตเพื่อจำหน่ายทั้งในประเทศและต่างประเทศได้ 1 แสนคัน ในปีที่ 5

ในภาวะที่ตลาดยังไม่เอื้อให้เปิดเกมรุก แต่ถึงอย่างไรรายเก่าที่กำลังเดินเข้าใกล้เส้นตายตามเงื่อนไขของบีโอไอก็ต้องพยายามดิ้นรนรักษาสภาพเอาไว้ให้ได้ การช่วงชิงยอดขายให้ได้มากที่สุดคือหนทางที่ต้องทำ โดยมีโจทย์สำคัญคือ จะทำให้ลูกค้ากลุ่มอีโคคาร์ที่มีความอ่อนไหวจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว สามารถซื้อได้ง่าย และกู้ได้ง่าย ต้องคอยติดตามดูว่า ใครจะแก้โจทย์นี้ได้สำเร็จบ้าง

ข่าวล่าสุด

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน